Thai

ภาษาไทย

 

 

K. MARX -  F. ENGELS  

 

 

 

มาร์คซ์ และ เองเกิลส์ (1848)

แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์
Communist Manifesto

1.2แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์

ของ

มาร์คซ์ และ เองเกิลส์

 

คำนำฉบับภาษาอังกฤษปี 1888

แถลงการณ์ฯ”

 

ได้ประกาศออกไปในฐานะเป็นหลักนโยบายของสันนิบาตชาวคอมมิวนิสต์ ซึ่งเมื่อแรกเริ่มเป็นสมาคมของกรรมาชีพเยอรมันโดยเฉพาะ ต่อมาเป็นสมาคมของกรรมาชีพสากล และตามเงื่อนไขทางการเมืองในภาคพื้นยุโรปก่อนปี 1847 นั้นย่อมจะต้องเป็นองค์การจัดตั้งของกรรมาชีพที่เป็นสมาคมลับ ที่ประชุมสมัชชาผู้แทนสันนิบาต ณ กรุงลอนดอนเมื่อเดือน พฤศจิกายน 1847 ได้มอบหมายให้มาร์คซ์ และเองเกิลส์ร่างหลักนโยบายของพรรคที่มีความครบถ้วนทั้งทางทฤษฎีและทาง ปฏิบัติเพื่อประกาศออกไป ต้นฉบับเขียนเสร็จเป็นภาษาเยอรมันเมื่อเดือนมกราคม 1848 และได้ส่งไปพิมพ์ที่ลอนดอนก่อนหน้าการปฏิวัติฝรั่งเศสวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เพียงไม่กี่สัปดาห์ ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสได้จัดพิมพ์ในปารีสก่อนการลุกขึ้นสู้เดือน มิถุนายน 1848 ไม่นานนัก ฉบับแปลภาษาอังกฤษฉบับแรกลงพิมพ์ในนิตยสาร " เดอะเร็ด รีปับลิกัน " ของยอร์ช จูเลียน ฮาร์นี ในลอนดอนปี 1850 แปลโดยนางสาวเฮเลน แมคฟาร์เลน ขณะเดียวกันก็ได้จัดพิมพ์ฉบับแปลภาษาเดนมาร์คและภาษาโปแลนด์ด้วย

ความพ่ายแพ้ของการลุกขึ้นสู้เดือนมิถุนายนในปารีสปี 1848 ซึ่งเป็นการรณรงค์ใหญ่ครั้งแรกระหว่างชนชั้นกรรมาชีพ กับชนชั้นนายทุนได้ผลักความเรียกร้องต้องการทางสังคม และทางการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพยุโรปไปไว้ข้างหลังเป็นการชั่วคราว นับแต่นั้นมาการต่อสู้แย่งชิงอำนาจปกครองก็เหมือนกับเมื่อก่อนการปฏิวัติ เดือนกุมภาพันธ์ คือ ดำเนินไปในระหว่างกลุ่มต่างๆของชนชั้นผู้มีทุนเท่านั้น ชนชั้นกรรมาชีพถูกบีบให้จำกัดอยู่แค่การช่วงชิงเสรีภาพในการเคลื่อนไหวทาง การเมืองบางอย่าง และใช้จุดยืนของพวกปีกซ้ายสุดของฝ่ายหัวรุนแรงชนชั้นนายทุนด้วย การเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพทั้งปวงที่เป็นอิสระมีชีวิตชีวาในเวลาต่อมา ล้วนถูกปราบปรามอย่างไร้ความปรานี เช่น ตำรวจปรัสเซียได้พบคณะกรรมการกลางของสันนิบาตชาวคอมมิวนิสต์ซึ่งเวลานั้น ตั้งอยู่ที่โคโลน กรรมการกลางจำนวนหนึ่งถูกจับกุมและหลังจากถูกคุมขังเป็นเวลา 18 เดือนแล้วก็ถูกส่งขึ้นศาลพิพากษาเมื่อเดือนตุลาคม 1852 การพิจารณา " คดีชาวพรรคคอมมิวนิสต์โคโลน " อันมีชื่อครั้งนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน ในบรรดาจำเลยเหล่านี้มี 7 คน ที่ถูกตัดสินจำคุกในป้อมมีกำหนดโทษต่างกันตั้งแต่ 3 ปี ถึง 6 ปี หลังจากประกาศคำพิพากษาแล้ว สมาชิกที่เหลืออยู่ก็ได้ยุบเลิกสันนิบาตอย่างเป็นทางการ ส่วน " แถลงการณ์ ฯ" นั้นดูเหมือนจะเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องถูกลืมไปเสียตั้งแต่นั้นมา

เมื่อชนชั้นกรรมาชีพยุโรปได้รวบรวมกำลังกันขึ้นใหม่ จนพอที่จะก่อการรุกโจมตีชนชั้นปกครองอีกครั้งนั้น สมาคมกรรมาชีพสากลก็ได้เกิดขึ้น แต่วัตถุประสงค์ที่แจ่มชัดในการตั้งสมาคมนี้ก็เพื่อที่จะให้ชนชั้นกรรมาชีพ ที่กำลังสู้รบของยุโรปและอเมริกาทั้งหมดสามัคคีอยู่ในองค์รวมเดียวกัน ดังนั้นสมาคมนี้จึงไม่อาจประกาศหลักการที่วางไว้ใน “แถลงการณ์ฯ” ในทันทีทันใด สากลฯ ควรมีหลักนโยบายอันกว้างขวางเพียงพอเพื่อให้สหบาลกรรมกรอังกฤษ พวกปรูดองในฝรั่งเศส เบลเยี่ยม อิตาลี และสเปญ ตลอดจนพวกลาส์ซาลส์ [1] ในเยอรมนีสามารถรับได้

มาร์คซ์ผู้ซึ่งได้ร่างหลักนโยบายอันเป็นที่พอใจของพรรคทั้งปวงนี้ เวลานั้นได้ฝากความหวังอันเต็มเปี่ยมไว้กับการพัฒนาทางจิตใจของชนชั้น กรรมาชีพ ซึ่งย่อมจะต้องเกิดขึ้นจากการปฏิบัติการร่วมกันและการอภิปรายร่วมกัน เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆในระหว่างการต่อสู้คัดค้านทุน ซึ่งย่อมจะแพ้มากกว่าเป็นผู้ชนะย่อมทำให้คนทั้งหลายรับรู้ว่ายาขนานที่รักษา โรคต่างๆได้สารพัดอันเป็นสูตรสำเร็จที่นิยมของพวกเขานั้นใช้ไม่ได้เลย ทั้งจะทำให้พวกเขาเข้าใจเงื่อนไขอันแท้จริงแห่งการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพได้ ถ่องแท้ยิ่งขึ้น

มาร์คซ์ถูกต้องขณะที่สากลฯ ยุบเลิกในปี 1874 นั้น กรรมาชีพได้แตกต่างไปจากเมื่อครั้งตั้งสากลฯ ในปี 1864 อย่างสิ้นเชิง ลัทธิปรูดองในฝรั่งเศสและลัทธิลาส์ซาลส์ในเยอรมันนีใกล้จะสิ้นลมอยู่แล้ว แม้กระทั่งสหบาลกรรมกรอังกฤษที่อนุรักษ์นิยม ซึ่งส่วนมากได้ตัดความสัมพันธ์กับสากลฯมานานแล้วนั้น ก็ก้าวขึ้นทีละขั้นๆ จนกระทั่งประธานของพวกเขาได้แถลงในนามของสหบาลเหล่านี้ในการประชุมสมัชชาผู้ แทน ณ สวอนซี ปีที่แล้วว่า "กล่าวสำหรับเรา สังคมนิยมในภาคพื้นยุโรปไม่น่ากลัวอีกแล้ว " จริงทีเดียวหลักการของ “แถลงการณ์ฯ ” ได้เผยแพร่กว้างขวางมากในหมู่กรรมาชีพประเทศต่างๆ ทั่วโลกแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ “แถลงการณ์ฯ” ก็ออกมาสู่หน้าเวทีอีกครั้งหนึ่ง เริ่มตั้งแต่ปี 1850 เป็นต้นมา ฉบับภาษาเยอรมันฉบับแรก ได้พิมพ์ซ้ำหลายครั้งในสวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ และอเมริกา ปี 1872 มีผู้แปลเป็นภาษษอังกฤษในนิวยอร์ค และลงพิมพ์ในนิตยสาร " วูดฮัลแอนด์ คลาฟลินส์วีคลี่ " ที่นั่น ต่อจากนั้นได้มีผู้แปลจากฉบับภาษาอังกฤษนี้เป็นภาษาฝรั่งเศส ลงพิมพ์ในนิตยสาร " เลอ โซเซียลิสต์ " ในนิวยอร์ค ต่อมาในอเมริกาได้ปรากฏฉบับแปลภาษาอังกฤษที่บิดเบนไปบ้างอย่างน้อยก็อีก 2 ฉบับ และในสองฉบับนี้ ฉบับหนึ่งยังเคยพิมพ์ซ้ำในอังกฤษ ฉบับภาษารัสเซียฉบับแรกซึ่งแปลโดยบาคูนินได้พิมพ์ที่โรงพิมพ์ "คอโลโคล" ของเกร์เชนในเจนีวาประมาณปี 1863 ฉบับแปลภาษารัสเซียฉบับที่ 2 ที่แปลโดย เวรจาซูลิช ผู้กล้าหาญ ก็ได้จัดพิมพ์ที่เจนีวาเช่นเดียวกันเมื่อปี 1882 ฉบับแปลภาษาเดนมาร์คฉบับใหม่ ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มในชุดสังคมประชาธิปไตย " ที่โคเปนเฮเกน ปี 1885 ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศส ฉบับใหม่ตีพิมพ์ในนิตยสาร

" เลอ โซเซียลิสต์" ในปารีส ปี 1886 และ ฉบับหลังนี้ได้มีผู้แปลเป็นภาษาสเปน จัดพิมพ์ในแมดริด ปี 1886 ส่วนฉบับภาษาเยอรมันที่พิมพ์ใหม่นั้นมีจำนวน รวมแล้วอย่างน้อยก็มี 12 ฉบับ ฉบับแปลภาษาอาร์เมเนีย อันที่จริงควรจะพิมพ์ออกจำหน่ายเมื่อไม่กี่เดือนก่อนในคอนสแตนติโนเปิล แต่แล้วก็ไม่ได้พิมพ์ออกมามีผู้บอกข้าพเจ้าว่าเพราะผู้จัดพิมพ์กลัวการระบุ ชื่อของมาร์คซ์ในหน้าหนังสือและผู้แปลก็ปฏิเสธที่จะพิมพ์ “แถลงการณ์ฯ” โดยถือเป็นงานเขียนของตนเกี่ยวกับฉบับแปลภาษาอื่นๆ ที่จัดพิมพ์ในภายหลังแม้ว่าข้าพเจ้าเคยได้ฟังแต่ก็ไม่ได้เห็นกับตาเอง ฉะนั้นประวัติของ “แถลงการณ์ฯ” จึงเป็นการสะท้อนประวัติการเคลื่อนไหวของกรรมาชีพสมัยใหม่ในระดับสูง เวลานี้ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า “แถลงการณ์ฯ” เป็นนิพนธ์ที่เผยแพร่กว้างขวางที่สุดและมีลักษณะสากลที่สุด ในบรรดาเอกสารสากลนิยมทั้งหมดและเป็นหลักนโยบายร่วมกัน เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในหมู่กรรมาชีพเรือนแสนเรือนล้าน ตั้งแต่ไซบีเรียไปจนถึงแคลิฟอร์เนีย

แต่ว่าขณะที่เราเขียน “ แถลงการณ์ฯ” นี้ เราจะเรียกแถลงการณ์นี้ว่า แถลงการณ์ สังคมนิยมไม่ ได้ ในปี 1847 ที่เรียกกันว่าชาวสังคมนิยมนั้น ด้านหนึ่งหมายถึงพวกที่เลื่อมใสทฤษฎีเพ้อฝันต่างๆ ซึ่งก็คือ พวกโอเวนในอังกฤษและพวกฟูริแอร์ในฝรั่งเศส ทั้งสองพวกนี้ได้กลายเป็นกลุ่มเล็กๆไปแล้วและค่อยๆ ก้าวไปสู่ความพินาศ อีกด้านหนึ่งหมายถึงหมอสังคมถ่อยๆ ชนิดต่างๆ ซึ่งล้วนแต่รับปากว่าจะใช้วิธีปะโน่นปิดนี่หน่อย มาขจัดปัดเป่าโรคภัยทั้งปวงของสังคมโดยไม่ให้เสียหายแก่ทุนและผลกำไรแม้แต่ น้อย คนสองประเภทนี้ล้วนยืนอยู่นอกการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพและยอมไปหาความ สนันสนุนจากชนชั้น "ที่ได้รับการศึกษา" มากกว่า ส่วนในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพในเวลานั้นพวกที่เชื่อมั่นว่าการปฏิวัติเปลี่ยน แปลงทางการเมืองล้วนๆไม่เพียงพอเสียแล้ว และเห็นว่าต้องดัดแปลงสังคมโดยรากฐาน พวกเขาได้เรียกตัวเขาเองว่าชาวคอมมิวนิสต์ ลัทธิคอมมิวนิสต์ชนิดนี้เป็นลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ออกจะหยาบอยู่มาก ยังขาดการขัดเกลาและเกิดจากสัญชาตญาณโดยแท้ แต่มันมิได้แตะต้องจุดที่สำคัญที่สุด และได้เข้มแข็งขึ้นในหมู่ชนชั้นกรรมาชีพจนพอแก่การก่อรูปขึ้นเป็นลัทธิ คอมมิวนิสต์เพ้อฝันของคาเบต์ในฝรั่งเศสและของไวท์ลิงในเยอรมนี นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าในปี 1847 สังคมนิยมเป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลาง ส่วนลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพ เวลานั้นสังคมนิยมอย่างน้อยก็เป็น “ที่น่านับถือ” ในภาคพื้นยุโรป แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์นั้นกลับตรงกันข้าม เมื่อเราได้มีความคิดเห็นกันมาตั้งแต่เริ่มต้นแล้วว่า

การปลดแอกของชนชั้นกรรมาชีพจักต้องเป็นเรื่องของชนชั้นกรรมาชีพเองเท่านั้น” ดังนั้นเราจึงมิได้สงสัยแม้แต่น้อยว่า ในระหว่างสองชื่อนี้ควรเลือกเอาชื่อใดดี ยิ่งกว่านั้นในเวลาต่อมาเราก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะทิ้งชื่อนี้ด้วย

แม้ว่า “แถลงการณ์ฯ” จะเป็นงานเขียนร่วมกันของเราสองคนก็ตาม แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็เห็นควรจะต้องชี้ว่า หลักการพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นแก่นของ “แถลงการณ์ฯ” นั้น เป็นของมาร์คซ์แต่ผู้เดียว หลักการนี้ก็คือแบบวิธีการผลิตทางเศรษฐกิจ กับแบบวิธีการแลกเปลี่ยนที่สำคัญและโครงสร้างของสังคมที่จะต้องเกิดขึ้น อย่างแน่นอน จากสิ่งดังกล่าวในยุคประวัติศาสตร์แต่ละยุคนั้นเป็นรากฐานการก่อตัวของ ประวัติศาสตร์ทางการเมืองและจิตใจของยุคนั้นๆ และมีแต่เริ่มจากรากฐานนี้เท่านั้นจึงจะสามารถอธิบายประวัติศาสตร์นี้ได้ ด้วยเหตุนี้ประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติ (นับตั้งแต่การสลายตัวของสังคมเผ่าชนบุพกาลซึ่งที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เป็นต้นมา) จึงล้วนเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น ซึ่งก็คือประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ระหว่างชนชั้นขูดรีดกับชนชั้นที่ถูกขูด รีด ระหว่างชนชั้นปกครองกับชนชั้นที่ถูกกดขี่ ประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้นนี้ได้รวมขั้นแห่งการพัฒนามากมายหลาย ขั้น บัดนี้ได้ถึงขั้นที่ว่าถ้าชนชั้นที่ถูกขูดรีดและถูกกดขี่(ชนชั้นกรรมาชีพ) ไม่ทำให้สังคมทั้งสังคมหลุดพ้นจากการขูดรีดและกดขี่ไม่ว่าชนิดใด ตลอดจนการแบ่งชนชั้นและการต่อสู้ทางชนชั้นพร้อมกันไปให้แล้วเสร็จในรวดเดียว แล้ว ก็จะไม่สามารถปลดแอกตนเองจากการควบคุมของชนชั้นที่ขูดรีดและปกครอง( ชนชั้นนายทุน ) ตนได้

ความคิดนี้ตามความเห็นของข้าพเจ้าเห็นว่า ควรจะมีคุณูปการแก่วิชาประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับที่ทฤษฎีของดาร์วินได้มี คุณูปการแก่ชีววิทยา ตั้งแต่ก่อนหน้าปี 1845 หลายปี เราสองคนก็ได้ค่อยๆเข้าใกล้กับความคิดนี้ไปถึงขั้นไหน จะเห็นได้อย่างกระจ่างแจ้งจากหนังสือของข้าพเจ้าเรื่อง “ ภาวการณ์ของชนชั้นกรรมาชีพประทศอังกฤษ ” [2] แต่ครั้นถึงฤดูใบไม้ผลิปี 1845 ขณะ

ที่ข้าพเจ้าได้พบกับมาร์คซ์อีกครั้งหนึ่งในกรุงบรัสเซล เขาได้จัดความคิดนี้เป็นรูปออกมาแล้ว และยังได้อธิบายแก่ข้าพเจ้าด้วยถ้อยคำอันแจ่มแจ้งเกือบจะเหมือนกับที่ ข้าพเจ้าได้บรรยายไว้ข้างต้น บัดนี้ข้าพเจ้าขอคัดข้อความตอนหนึ่งจากคำนำที่เราร่วมกันเขียนในฉบับภาษา เยอรมันปี 1872 ดังต่อไปนี้

ไม่ว่าสภาพในช่วงระยะ 25 ปีมานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายสักเพียงใดก็ตาม หลักการพื้นฐานทั่วไปที่วางไว้ใน “แถลงการณ์ฯ” นี้กล่าวโดยทั่วไปแล้ว จนบัดนี้ก็ยังคงถูกต้องอย่างสิ้นเชิง อันที่จริงบางแห่งอาจปรับปรุงแก้ไขได้บ้าง การนำพื้นฐานเหล่านี้ไปใช้ในทางปฏิบัตินั้นก็ดังที่ “แถลงการณ์ฯ” ได้กล่าวไว้คือ ในทุกแห่งและทุกกาละล้วนขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้มาตรการปฏิวัติเหล่านั้นที่เสนอไว้ในต้อนท้ายของบทที่ 2 จึงไม่มีความหมายเป็นพิเศษแต่อย่างใด ปัจจุบันข้อความตอนนี้ในหลายๆ ด้านควรเขียนให้ต่างออกไป เนื่องด้วยตั้งแต่ปี 1848 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ขยายตัวไปอย่างมาก องค์การจัดตั้งของชนชั้นกรรมาชีพก็ได้ปรับปรุงและขยายตัวไปด้วย เนื่องจากก่อนอื่นได้ความจัดเจนในทางปฏิบัติจากการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ และต่อมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ความจัดเจนในทางปฏิบัติจากคอมมูนปารีส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ชนชั้นกรรมาชีพกุมอำนาจรัฐไว้ได้นานถึง 2 เดือน ฉะนั้นเวลานี้บางแห่งในหลักนโยบายนี้จึงได้พ้นสมัยไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอมมูนฯ ได้พิสูจน์ว่า " ชนชั้นกรรมาชีพจะยึดกุมกลไกรัฐสำเร็จรูปอย่างง่ายๆ และใช้มันมาบรรลุซึ่งจุดมุ่งหมายของตนนั้นไม่ได้“ (ดู “สงครามกลางเมืองในฝรั่งเศส แถลงการณ์ของคณะกรรมการทั่วไปแห่งกรรมาชีพสากล” ลอนดอน สำนักพิมพ์ ทรูลัฟ ปี 1871 หน้า 15 ในนั้นได้ขยายความคิดนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น) ประการต่อมาเป็นที่แจ่มชัดอย่างยิ่งเช่นกันว่า ความเห็นเกี่ยวกับปัญหาท่าทีของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีต่อพรรคฝ่ายค้านต่าง ๆ (บทที่ ๔) แม้ว่าโดยหลักใหญ่แล้วเวลานี้ยังถูกต้องอยู่ก็ตาม แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง และบรรดาพรรคการเมืองที่ยกขึ้นมากล่าวในเวลานั้น ส่วนใหญ่ก็ได้ถูกวิถีแห่งการพัฒนาของประวัติศาสตร์กวาดไปจนหมดสิ้นแล้ว ฉะนั้นความเห็นเหล่านั้นในทางปฏิบัติถึงอย่างไรก็ได้พ้นสมัยไปแล้ว

แต่” แถลงการณ์ ฯ “เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเราไม่มีสิทธิ์ที่จะทำการแก้ไขอีก” ฉบับแปลนี้แปลโดยนายแซมมวล มัวร์ ซึ่งเป็นผู้แปลหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ของมาร์คซ์เป็นส่วนใหญ่ ข้าพเจ้าได้ตรวจทานคำแปลกับเขามาแล้วครั้งหนึ่ง และข้าพเจ้ายังได้เพิ่มเติมหมายเหตุช่วยความเข้าใจบางอย่างที่มีลักษณะ ประวัติศาสตร์ด้วย

 

เอฟ . เองเกิลส์

ลอนดอน 30 มกราคม 1888

 


* * *

1. ลาส์ซาลล์เองเวลามาสัมพันธ์กับเราเขามักจะถือว่าตัวเขาเป็นศิษย์ของมาร์คซ์ เสมอ และในฐานะที่เป็นศิษย์ของมาร์คซ์เขายืนอยู่บนจุดยืนของ “แถลงการณ์ฯ” แต่ในการโฆษณาเปิดเผยของเขาระหว่างปี 1862-1864 กลับมิได้เรียกร้องเกินไปกว่าความต้องการที่จะตั้งสหกรณ์การผลิต โดยอาศัยเงินกู้จากรัฐเลย (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ )

2. The Condition of the Working Class in England in 1884, By Frederick Engels. Translated by Florence K. Wischnewetzky, New York, Lovell-London, W. Reeves, 1888 ( หมายเหตุโดยเองเกิลส์ )

 


 

 

1.1 แนะนำ แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (ฉบับภาษาทันสมัย)

 

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์

 

แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ถือได้ว่าเป็นคำประกาศนโยบายขององค์กร “สันนิบาตคอมมิวนิสต์” ที่ คาร์ล มาร์คซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ เขียนขึ้นในปี 1848 ต้นกำเนิดของงานนี้เริ่มเมื่อ เองเกิลส์ เสนอว่าควรมีการเขียนหนังสือสั้นๆ เพื่อตอบคำถามว่า “ชาวคอมมิวนิสต์คิดอย่างไรเกี่ยวกับสภาพสังคมปัจจุบัน?” ดังนั้นหนังสือ แถลงการณ์ฯ เป็นหนังสือประกาศนโยบายของชาวมาร์คซิสต์ทั่วโลก และถึงแม้ว่าเวลาได้ผ่านไป 150 กว่าปีหลังจากที่หนังสือนี้แรกออกมา และหนังสือนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในภาษาต่างๆของมนุษย์อย่างทั่วถึงมากกว่าหนังสือ อื่นใดในโลก แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังสอดคล้องกับจุดยืนชาวมาร์คซิสต์ในศตวรรษที่ 21

 

อย่างไรก็ตามเมื่อ "ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน" พิมพ์ แถลงการณ์ฯ ออกมาในปี ๒๕๔๑ และขายให้กรรมาชีพและคนทั่วไปอ่านในประเทศไทย ก็ได้มีเสียงสะท้อนกลับมาว่าภาษาของหนังสือเล่มนี้แสนจะโบราณเข้าใจยาก! ดังนั้นในการตีพิมพ์ครั้งนี้ทีมงาน กปร. ได้พยายามปรับภาษาและเนื้อหาให้เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับคนยุคปัจจุบัน และมีการตัดส่วนที่ 3 "เอกสารสังคมนิยมและเอกสารคอมมิวนิสต์" ออกไป เนื่องจากเป็นการงานที่ มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ เขียนเพื่อวิจารณ์แนวคิดสังคมนิยมอื่นๆ ที่ดำรงอยู่ในยุคนั้นและไม่ค่อยสอดคล้องกับแนวซ้ายหลักๆ ที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่ในการตีพิมพ์ แถลงการณ์ฯ ฉบับนี้ เราจำเป็นต้องฝากคำเตือนให้ท่านผู้อ่านว่า การปรับภาษาและเนื้อหาให้เข้าใจง่ายขึ้นย่อมทำให้รสชาติของหนังสือเดิมหายไป บ้างและบางครั้งอาจมีการตีความตามแนวคิดของเราเองด้วย ดังนั้นเราแนะนำให้ท่านที่ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มากยิ่ง ขึ้น จงกลับไปอ่านฉบับต่างๆ ที่เคยถูกแปลเป็นไทยในยุคหลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และฉบับภาษาอังกฤษหรือภาษาเยอรมัน ถ้าเป็นไปได้ เพื่อให้ท่านได้เปรียบเทียบฉบับเดิมๆ กับฉบับนี้ แล้วท่านจะได้ภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

 

นอกจากเรื่องของภาษาแล้ว มีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องอธิบายอย่างชัดเจน เพราะเป็นคำถามที่ถูกตั้งขึ้นเสมอ นั้นคือเรื่องของคำนิยาม “ชนชั้นกรรมาชีพ” ในมุมมองมาร์คซิสต์ ชนชั้นกรรมาชีพคือ ผู้ที่ไร้ปัจจัยการผลิต คือ “ลูกจ้าง” คือกรรมกรโรงงาน พนักงานปกคอขาวที่ทำงานในออฟฟิศ ครูบาอาจารย์ พยาบาล หรือลูกจ้างในห้างร้าน ฯลฯ และเมื่อท่านได้อ่านหนังสือ แถลงการณ์ฯ เล่มนี้จะเห็นการนิยามชนชั้นกรรมาชีพแบบนี้ในหลายจุดโดย มาร์คซ์ และเองเกิลส์

 

ชนชั้นกรรมาชีพคือหัวใจของสังคมนิยมมาร์คซิสต์ คาร์ล มาร์คซ์ และนักมาร์คซิสต์อื่นๆ ไม่ได้นั่งวิเคราะห์โลกเพื่อความสนุกสนานทางวิชาการ เราวิเคราะห์โลกเพื่อเปลี่ยนให้มันดีขึ้น และที่สำคัญเราวิเคราะห์โลกจากมุมมองผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพ ผู้เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมในศตวรรษใหม่นี้ ในที่สุดเราหวังว่าการวิเคราะห์ของชาวมาร์คซิสต์จะนำไปสู่การต่อสู้เพื่อ สร้างระบบการเมืองและเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม โดยที่ชนชั้นกรรมาชีพต้องเป็นผู้ที่มีส่วนในการปลดแอกตนเอง สังคมนิยมสร้างไม่ได้ถ้าสร้างโดยคนส่วนน้อย ดังนั้นเพื่อแสดงจุดยืนตรงนี้ที่ชัดเจนของชาวมาร์คซิสต์ เราได้ตีพิมพ์คำนำที่เองเกิลส์เขียนไว้ในฉบับภาษาอังกฤษปี 1888 มาประกอบในที่นี้ด้วย

 

หนังสือ แถลงการณ์ฯ เริ่มต้นด้วยการพูดถึงความคัดแย้งทางชนชั้นที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของ สังคมมนุษย์จนถึงการก่อตัวของทุนนิยม ต่อจากนั้นมีการชมระบบทุนนิยมว่ามีพลังมหาศาลและก่อให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยน แปลงของวิธีเลี้ยงชีพและโครงสร้างสังคมมนุษย์อย่างที่คนรุ่นก่อนคงนึกไม่ถึง แต่หลังจากนั้นมีการกล่าวถึงข้อเสียของทุนนิยมที่ทำลายความอบอุ่นของชีวิต และทั้งๆ ที่ทุนนิยมมีพลังการผลิตมหาศาลก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ส่วน ใหญ่ได้ เนื่องจากกลไกตลาดและวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่ภาพปัญหาของทุนนิยมไม่ควรทำให้เราหดหู่ เพราะทุนนิยมได้สร้าง "ผู้ขุดหลุมฝังศพ" ของทุนนิยมเอง ขึ้นมาท่ามกลางระบบ นั้นคือชนชั้นกรรมาชีพ สมัยใหม่ อย่างไรก็ตามชนชั้นกรรมาชีพจะไม่สามารถต่อสู้เพื่อชัยชนะของสังคมนิยมได้โดย อัตโนมัติ ดังนั้นส่วนท้ายของ แถลงการณ์ฯ จะเน้นจุดยืนที่ชาวสังคมนิยม (หรือชาวคอมมิวนิสต์) ควรนำมาใช้ในการต่อสู้ และความสำคัญของการสร้างพรรคของกรรมาชีพเพื่อบรรลุผลสำเร็จ

 

ในรอบ 70 กว่าปีที่ผ่านมา หลังความล้มเหลวของการปฏิวัติรัสเซีย 1917 ลัทธิมาร์คซ์ได้ผ่านยุคแห่งการบิดเบือนมหาศาลภายใต้แนวคิดของสำนัก สตาลิน-เหมา (ซึ่งรวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยด้วย) หลังจากที่แนวนี้และระบบ เผด็จการที่เป็น “ทุนนิยมโดยรัฐ” ได้ล่มสลายลงในรัสเซียและยุโรปตะวันออกในปี 1989 (ดูหนังสือ “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์” เล่ม 1 บทที่ 4) ศตวรรษใหม่นี้จะเป็นศตวรรษแห่งการรื้อฟื้นแนวคิดมาร์คซิสต์เพื่อก้าวต่อไป สู่โลกใหม่ที่ปลดแอกมนุษย์ นั่นคือ โลกแห่งสังคมนิยม... .

 

ในทุนนิยม ผลงานที่มนุษย์สร้างไว้ในอดีตกลับมาเป็นเจ้านายเหนือเรา

- อดีตครอบงำปัจจุบัน

แต่ในสังคมนิยม มนุษย์จะเป็นเจ้านายของผลงานที่เราสร้างไว้ในอดีต

- ปัจจุบันจะครอบงำอดีต

 

(มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ ใน แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ หน้า----)

 

 

 

 

 

 

แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์

แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์

 

ปีศาจตนหนึ่ง ปีศาจแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังวนเวียนอยู่ในยุโรป อิทธิพลทั้งปวงของยุโรปเก่าทั้งสันตะปาปาและพระเจ้าซาร์ทั้งเมตเตร์นิชและกี โซต์ ทั้งชาวพรรคหัวรุนแรงของฝรั่งเศสและสายลับตำรวจของเยอรมัน ได้รวมกันเข้าเป็นพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อกำจัดปีศาจตนนี้

มีพรรคฝ่ายค้านพรรคไหนบ้างที่ไม่ถูกฝ่ายศัตรูของตนซึ่งเป็นผู้กุมอำนาจตรา หน้าว่าเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ? และมีพรรคฝ่ายค้านพรรคไหนบ้างที่ไม่เอาข้อหาลัทธิคอมมิวนิสต์โยนไปให้พวก พรรคฝ่ายค้านที่ก้าวหน้ายิ่งกว่าและพวกศัตรูที่เป็นปฏิกิริยากับตนเอง ?

จากข้อเท็จจริงนี้ได้ข้อสรุป 2 ข้อ คือ

หนึ่ง ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้เป็นที่ยอมรับจากอิทธิพลทั้งปวงของยุโรปว่าเป็นอิทธิพลอย่างหนึ่งแล้ว

สอง บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จะชี้แจงทัศนะของตน วัตถุประสงค์ของตนและความมุ่งหมายของตนอย่างเปิดเผยแก่ทั่วทั้งโลก และนำเอาแถลงการณ์ของพรรคเองมาต่อต้านเทพนิยายเรื่องปีศาจแห่งลัทธิ คอมมิวนิสต์

ด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆ จึงได้มาชุมนุมกันที่ลอนดอน และได้ร่างแถลงการณ์ประกาศต่อทั่วโลกเป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี เฟลมิช และ เดนมาร์ค ดังต่อไปนี้

 

 

 

1. นายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ [1]

 

ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงบัดนี้[2] ล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ทางชนชั้น

เสรีชนกับทาส ผู้ดีกับสามัญชน เจ้าผู้ครองแคว้นกับทาสกสิกร นายช่างในสมาคมอาชีพ[3] กับลูกมือ สรุปแล้วก็คือผู้กดขี่กับผู้ถูกกดขี่ต่างอยู่ในฐานะที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม ต่อกันตลอดเวลา และดำเนินการต่อสู้ที่บางครั้งก็ซ่อนเร้น บางครั้งก็เปิดเผยอยู่มิได้ขาด และการต่อสู้แต่ละครั้งก็ล้วนจบลงด้วยสังคมทั้งสังคมที่ถูกเปลี่ยนแปลงด้วย การปฏิวัติ หรือไม่ก็ชนชั้นที่ต่อสู้กันต่างสูญสลายไปด้วยกัน และสังคมถอยหลังไปสู่ความป่าเถื่อน

ในยุคประวัติศาสตร์แต่ละยุคที่ผ่านมาเราจะเห็นได้แทบทุกแห่งว่า สังคมได้แบ่งออกเป็นชั้น วรรณะ ต่างๆ ที่แตกต่างและหลากหลาย ในโรมสมัยโบราณมีผู้ดี อัศวิน สามัญชนคนธรรมดา และทาส ในสมัยกลางมีเจ้าผู้ครองแคว้น เจ้าครองนคร นายช่างในสมาคมอาชีพ ลูกมือ และทาสกสิกรที่อยู่ตามท้องไร่ท้องนา และภายในชนชั้นเหล่านี้ก็ยังมีการแบ่งชั้นย่อยๆไปอีกเรียกว่าชั้นชน

สังคมชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ซึ่งเกิดขึ้นจากการสูญสลายของสังคมขุนนางไม่ได้ ทำลายความเป็นคู่ขัดแย้งทางชนชั้นลงไป มันเพียงแต่นำเอาชนชั้นใหม่ เงื่อนไขการกดขี่ใหม่และรูปแบบการต่อสู้ใหม่มาแทนที่คู่ขัดแย้งอันเก่าเท่า นั้น

แต่ยุคของเรา ยุคชนชั้นนายทุนมีลักษณะพิเศษอยู่ประการหนึ่งคือ มันทำให้การเป็นคู่ขัดแย้งกันทางชนชั้นไม่สับสน สังคมทั้งสังคมนับวันแต่จะแยกออกเป็นสองค่ายใหญ่ ที่เป็นศัตรูกันแยกออกเป็นสองชนชั้นใหญ่ที่ขัดกันโดยตรง นั่นคือ คู่ขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนและชนชั้นกรรมาชีพ

จากทาสกสิกรในสมัยกลางต่อมาได้เกิดมีชาวเมืองของเมืองในระยะแรกขึ้น จากชั้นวรรณะที่แบ่งผิวพรรณกัน แบ่งแยกคนจนคนรวย แบ่งคนมีตระกูล กับคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าของชาวเมืองให้ขยายตัวออกไป จนเกิดเป็นพวกชนชั้นนายทุนขึ้นเป็นครั้งแรก

การค้นพบทวีปอเมริกาและการเดินเรืออ้อมทวีปอาฟริกาได้เปิดแหล่งเคลื่อนไหว แหล่งใหม่ให้แก่ชนชั้นนายทุนที่กำลังเจริญเติบโตขึ้น ตลาดอินเดียตะวันออกและจีน ความเป็นเมืองขึ้นของทวีปอเมริกา การทำการค้ากับเมืองขึ้น การเพิ่มพูนปัจจัยในการแลกเปลี่ยนและสินค้าทั่วไปเหล่านี้ได้ทำให้การค้าการ เดินเรือและการอุตสาหกรรมขยายตัวก้าวหน้าขึ้นสู่กระแสสูงเป็นประวัติการณ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ปัจจัยการปฏิวัติขยายตัวไปอย่างรวดเร็วภายในสังคมขุนนาง ที่กำลังพังทลาย

วิธีประกอบกิจการอุตสาหกรรมแบบขุนนางหรือแบบผูกขาดโดยสมาคมอาชีพอย่างแต่ ก่อนนั้น ไม่สามารถสนองตอบความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดใหม่ที่เกิดขึ้นได้ต่อไป การผลิตด้วยฝีมือแรงงาน ที่เรียกว่าหัตถกรรมตามโรงงานจึงได้เข้าแทนที่วิธีประกอบกิจการนี้ นายช่างในสมาคมอาชีพได้ถูกชนชั้นนายทุนที่ประกอบอุตสาหกรรมกีดกันออกไป การแบ่งงานกันระหว่างสมาคมอาชีพต่างๆ ได้ถูกยกเลิกไปพร้อมกับการแบ่งงานภายในโรงหัตถกรรมแต่ละโรงที่เกิดขึ้นมาแทน

แต่ตลาดก็ยังขยายออกไปเรื่อยๆ และความต้องการก็เพิ่มขึ้นอยู่ไม่ขาด กระทั่งหัตถกรรมตามโรงงานก็ไม่สามารถสนองความต้องการได้อีก ดังนั้นไอน้ำและเครื่องจักรกลจึงได้ก่อให้เกิดการผลิตทางอุตสาหกรรม และเกิดการปฏิวัติวิธีการผลิตแบบใหม่ขึ้น อุตสาหกรรมสมัยใหม่ขนาดใหญ่ได้เข้าแทนที่การใช้แรงงานฝีมือ หรือหัตถกรรมตามโรงงาน มหาเศรษฐีอุตสาหกรรมผู้นำของกองทัพอุตสาหกรรมทั้งหมดซึ่งเป็นนายทุนสมัยใหม่ ได้เข้ามาแทนที่ชนชั้นนายทุนน้อยที่ประกอบอุตสาหกรรมอยู่เดิม

อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้สร้างตลาดโลกขึ้นจากการที่ได้ค้นพบทวีปอเมริกามาก่อน ตลาดโลกได้ทำให้การค้าขาย การเดินเรือ และการคมนาคมขนส่งทางบกพัฒนาไปอย่างใหญ่หลวง การพัฒนานี้ได้กลับมากระตุ้นอุตสาหกรรมให้ขยายออกไป พร้อมกันนี้เมื่ออุตสาหกรรมการค้าขาย การเดินเรือ และการรถไฟยิ่งขยายตัวไป ชนชั้นนายทุนก็ยิ่งพัฒนาไป ทุนของพวกเขาก็ยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้น และชนชั้นเดิมที่มาจากสมัยกลางก็ยิ่งถูกกีดกันออกไป

จากนี้จะเห็นได้ว่าชนชั้นนายทุนสมัยใหม่เองนี่แหละที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ ของการพัฒนาอันยาวนาน เรียกได้ว่าชนชั้นนี้เป็นผลิตผลของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการและ รูปแบบในวิธีการผลิตและวิธีการแลกเปลี่ยนค้าขายกัน

ในแต่ละขั้นแห่งการพัฒนาของชนชั้นนายทุนได้ประสบความสำเร็จทางการเมืองที่ สอดคล้องกันติดตามมาด้วย ขณะอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าผู้ครองแคว้นชนชั้นนายทุนถือเป็นชนชั้นผู้ถูก กดขี่ พวกเขาต่อสู้กับผู้ปกครองโดยได้จัดตั้งกลุ่มที่ติดอาวุธและปกครองตนเองในคอม มูน [4] ในบางแห่งได้จัดตั้งเป็นสาธารณรัฐที่เป็นอิสระ และในบางแห่งได้ประกอบขึ้นเป็นสามัญชน เป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีในรัฐราชาธิปไตย ต่อมาในสมัยที่ใช้แรงงานฝีมือหัตถกรรมตามโรงงาน ชนชั้นนี้ได้กลายเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ประจันหน้ากับพวกผู้ดีในรัฐระบอบ ราชาธิปไตยกึ่งขุนนาง หรือรัฐในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ยังมีระบบปกครองโดยกษัตริย์ กระทั่งเป็นรากฐานสำคัญของรัฐระบอบมหาราชาธิปไตย สุดท้ายนับตั้งแต่ได้สร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และตลาดโลกขึ้นเป็นต้นมาชนชั้น นี้ได้ยึดการปกครองทางการเมืองมาเป็นของตน ในรัฐที่มีระบอบสภาผู้แทนสมัยใหม่จนอำนาจของรัฐสมัยใหม่เป็นแต่เพียงคณะกรรมการจัดการธุรกิจร่วมกันของชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นเท่านั้นเอง

ในประวัติศาสตร์ชนชั้นนายทุนเคยมีบทบาทที่ปฏิวัติอย่างยิ่ง ในที่ที่ชนชั้นนายทุนยึดการปกครองได้แล้ว ชนชั้นนี้ได้ทำลายบรรดาความสัมพันธ์แบบขุนนาง แบบพ่อเป็นใหญ่ และแบบชนบทเพ้อฝันลงไปจนหมดสิ้น ชนชั้นนี้ได้ทำลายล้างสิ่งที่ใช้จองจำกักขังชนิดต่างๆของขุนนางซึ่งผูกมัด ผู้คนไว้กับผู้เป็นใหญ่อย่างสิ้นเชิง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนด้วยกันชัดเจน ไม่ต้องหลอกลวงหรือปิดบังอีกต่อไป คือ ให้อิสระหว่างบุคคลที่จะค้าขายใน"การค้าชำระเงินสด"อย่างหน้าเลือด ชนชั้นนี้ได้ทำให้ความรู้สึกที่เลื่อมใสศรัทธาในศาสนา จิตใจอันเร่าร้อนของอัศวินยุคโบราณ และอารมณ์อันอ่อนไหวของชาวเมืองที่โง่เง่าเหล่านี้กลายเป็นความเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตัว ชนชั้นนี้ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของคนกลายเป็นลินค้าที่มีมูลค่าแลกเปลี่ยนกันได้ โดยเอาเสรีภาพชนิดที่ไร้ความละอายและเกรงกลัวต่อความชั่วมาแทนที่เสรีภาพอัน มากมายที่มีอยู่เดิมจากการใช้กำลังอำนาจ สรุปแล้วชนชั้นนี้ได้ใช้การขูดรีดที่เปิดเผยไร้ยางอายอย่างโจ่งแจ้ง มาแทนการขูดรีดที่อำพรางไว้ด้วยความเพ้อฝันทางศาสนา เทพนิยาย และ การหลอกลวงทางการเมืองที่พวกกษัตริย์ และเจ้าขุนมูลนายมักใช้เป็นเครื่องมือในยุคก่อนๆ

ชนชั้นนายทุนได้ทำให้อาชีพต่างๆที่น่ายกย่องนับถือและชวนให้เคารพยำเกรง มาตลอดนั้นหมดสง่าราศีไป ชนชั้นนี้ได้ทำให้นายแพทย์ ทนายความ หมอสอนศาสนา กวี นักปราชญ์ และ ครูบาอาจารย์กลายเป็นผู้ใช้แรงงานรับจ้างที่ชนชั้นนี้ว่าจ้างมาด้วยเงิน และตีค่าราคาพวกเขาในรูปของค่าตอบแทน โดยปราศจากบุญคุณ และความเคารพ

หลังจากได้ซื้อหรือช่วงชิงให้ได้มาซึ่งสิทธิการปกครองตนเองขั้นต้นจากเจ้า ผู้ครองแคว้นแล้ว ชาวนครของอิตาลีและฝรั่งเศส ก็ตั้งชื่อให้องค์รวมแห่งนครของตนว่า “คอมมูน” ( หมายเหตุโดย เองเกิลส์ ในฉบับภาษาเยอรมันปี 1890 )

ชนชั้นนายทุนได้ทำให้ความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยน ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหมดไป และทำให้ความสัมพันธ์นี้เปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์ทางเงินตราล้วนๆ ใครที่หาเงินเข้าบ้านได้ก็ถือว่าเป็นใหญ่ในบ้านนั้น คนชราที่ไม่สามารถทิ้งมรดกให้ลูกหลาน หมดอำนาจเงินทองก็จะถูกส่งไปบ้านพักคนชรา หรือทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง

ชนชั้นนายทุนได้เผยให้เห็นว่าการใช้ความรุนแรงกับบรรดาทาสไพร่ในยุคกลางซึ่ง พวกปฏิกิริยาชื่นชม ล้วนเป็นที่มาของความเฉื่อยชาในสังคม ชนชั้นนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าการทำงานของคนเราสามารถสร้าง สรรค์อะไรได้บ้าง ชนชั้นนี้ได้สร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่แตกต่างกับปิระมิดของอียิปต์ ท่อส่งน้ำในโรมและโบสถ์แบบโกธิคอย่างสิ้นเชิง ชนชั้นนี้ได้บรรลุผลในการเดินทัพทางไกลซึ่งแตกต่างกับการอพยพชนชาติครั้ง ใหญ่และขบวนครูเสดอย่างสิ้นเชิง

ชนชั้นนายทุนมีแต่ทำให้เครื่องมือการผลิตพัฒนาขึ้น จากนั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์ทางการผลิตและความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมด ปฏิวัติอยู่เรื่อยไป มิฉะนั้นแล้วก็จะดำรงอยู่ต่อไปไม่ได้ ตรงกันข้ามการรักษาวิธีการผลิตแบบเก่าไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลงจะเป็นเงื่อนไข สำคัญอันดับแรกที่ทำให้ชนชั้นอุตสาหกรรมทั้งหลายไม่สามารถดำรงอยู่ได้ การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการผลิตอยู่เรื่อยๆ ความปั่นป่วนมิได้ขาดของความสัมพันธ์ทางสังคม ความไม่สงบและความแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา เหล่านี้คือสิ่งที่ยุคชนชั้นนายทุนต่างกับยุคอื่นๆที่เคยมีมาในอดีต ความสัมพันธ์อันคงตัวและเก่าแก่ทั้งปวงตลอดจนความคิดและความคิดเห็นซึ่งเคย เป็นที่เคารพตลอดมาและสอดคล้องกับความสัมพันธ์ดังกล่าวล้วนถูกขจัดให้หมดไป ความสัมพันธ์ทั้งปวงที่ก่อรูปขึ้นใหม่ยังไม่ทันจะคงตัวก็เก่าล้าสมัยเสียแล้ว สิ่งที่คงตัวทั้งปวงจะหายไป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวงจะถูกลบหลู่ ในที่สุดผู้คนทั้งหลายจำต้องมองฐานะความเป็นอยู่ของเขา และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยสายตาอันเย็นชา กลายเป็นความโดดเดี่ยว แปลกแยก

ความต้องการที่จะขยายแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อยู่เรื่อยๆบังคับให้ชนชั้นนาย ทุนต้องวิ่งเต้นไปตามที่ต่างๆ ทั่วโลก ชนชั้นนี้ต้องไปตั้งหลักแหล่งทั่วทุกแห่ง ไปเปิดกิจการขึ้นทั่วทุกแห่งและไปสร้างความสัมพันธ์แบบ "โลกาภิวัฒน์" ขึ้นทั่วทุกแห่ง

เนื่องจากได้เปิดตลาดโลกขึ้น ชนชั้นนายทุนจึงทำให้การผลิตและการอุปโภคบริโภคของประเทศทั้งปวงมีลักษณะ เหมือนกันทั่วโลก ไม่ว่าพวกปฏิกิริยาจะเสียดายเพียงไรก็ตาม ชนชั้นนายทุนก็ยังคงขุดรากถอนโคนอุตสาหกรรมแบบเก่า อุตสาหกรรมแห่งชาติที่เก่าแก่ คร่ำครึ ต้องถูกทำลายไป หรือยังคงต้องถูกทำลายอยู่ทุกวัน มันถูกอุตสาหกรรมใหม่กีดกันออกไป การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นได้กลายเป็นปัญหาความเป็นความตายของประชาชาติที่ เจริญแล้วทั้งปวง สิ่งที่อุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้นำมาแปรรูปนั้นไม่ใช่วัตถุดิบในท้องถิ่นของตน หากเป็นวัตถุดิบที่มาจากดินแดนอันไกลแสนไกล ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สนองการอุปโภคบริโภคในประเทศเท่า นั้น หากยังสนองการอุปโภคบริโภคในที่ต่างๆ ทั่วโลกไปพร้อมกันด้วย ความต้องการแบบเก่าที่สนองโดยผลิตภัณฑ์ในประเทศ ได้ถูกแทนที่โดยความต้องการแบบใหม่ที่สนองโดยผลิตภัณฑ์จากประเทศและเขตแคว้น อันไกลแสนไกล ภาวะที่ผลิตเลี้ยงตัวเองปิดประตูอยู่ตามลำพังเฉพาะท้องถิ่นและเฉพาะชาติ อย่างแต่ก่อน ได้ถูกแทนที่โดยการไปมาหาสู่กัน และการพึ่งพาอาศัยกันของประชาชาติต่างๆ ในทุกๆด้าน การผลิตทางด้านวัตถุเป็นเช่นนี้ การผลิตทางด้านจิตใจก็เช่นเดียวกัน ผลิตผลทางจิตใจของแต่ละประชาชาติได้กลายเป็นสมบัติร่วมกัน ลักษณะด้านเดียวและลักษณะจำกัดทางประชาชาติกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ยิ่ง ขึ้นทุกที ดังนั้นวรรณคดี ศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ของประชาชาติ และของท้องถิ่นมากมายจึงได้ก่อรูปขึ้นเป็นวรรณคดี ศิลปะ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์แห่งโลก

เนื่องจากเครื่องมือการผลิตทั้งปวงได้รับการปรับปรุงอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากการคมนาคมมีความสะดวกอย่างยิ่ง ชนชั้นนายทุนจึงได้ดึงประชาชาติทั้งปวง แม้กระทั่งประชาชาติที่ป่าเถื่อนที่สุดเข้ามาสู่อารยธรรม สินค้าราคาถูกของชนชั้นนี้ คือ ปืนใหญ่ขนาดหนักที่ชนชั้นนี้ใช้มาพังทลายกำแพงยักษ์ทุกแห่งลง และพิชิตจิตใจที่เคียดแค้นต่างชาติอย่างลึกซึ้งที่สุดของคนป่าเถื่อน ชนชั้นนี้บีบบังคับให้ประชาชาติทั้งปวง (ถ้าประชาชาติเหล่านั้นไม่ต้องการสูญพันธุ์ ) ใช้แบบวิธีการผลิตของชนชั้นนายทุน ชนชั้นนี้บีบบังคับประชาชาติเหล่านั้นดำเนินการในสิ่งที่เรียกว่าระบอบ อารยธรรมในหมู่พวกเขาเอง ซึ่งก็คือกลายเป็นระบอบนายทุน กล่าวโดยสรุปก็คือชนชั้นนี้สร้างโลกของตนขึ้นโลกหนึ่งตามรูปโฉมของตนเอง

ชนชั้นนายทุนทำให้ชนบทต้องยอมขึ้นต่อการปกครองของเมือง ชนชั้นนี้ได้สร้างเมืองอันใหญ่โตขึ้น ทำให้ประชากรในเมืองเพิ่มมากกว่าประชากรในชนบทมากมาย อันเป็นเหตุให้พลเมืองจำนวนมากพ้นจากภาวะโง่เง่ายากลำบากของชีวิตในชนบท เช่นเดียวกันขณะที่ชนชั้นนี้ทำให้ชนบทขึ้นต่อเมือง ชนชั้นนี้ก็ทำให้อนารยประเทศหรือประเทศที่ล้าหลังด้อยพ้ฒนา ขึ้นต่อและพึ่งพาประเทศพัฒนา ทำให้ประชาชาติแห่งชาวนาต้องขึ้นต่อประชาชาติแห่งชนชั้นนายทุน ทำให้ตะวันออกต้องขึ้นต่อตะวันตก

ชนชั้นนายทุนทำให้ภาวะปัจจัยการผลิต ทรัพย์สิน และ ประชากรที่กระจัดกระจายค่อยๆหมดไปทุกที ชนชั้นนี้ทำให้ประชากรต้องอยู่กันอย่างหนาแน่น ทำให้ปัจจัยการผลิตรวมศูนย์ขึ้นและทำให้ทรัพย์สินมารวมอยู่ในมือคนส่วนน้อย ผลที่จะต้องเกิดขึ้นจากนี้ก็คือ การรวมศูนย์ทางการเมือง เขตแคว้นต่างที่เป็นอิสระที่มีความสัมพันธ์ที่เพียงเป็นพันธมิตรกัน ที่มีผลประโยชน์ที่ต่างกัน กฎหมายต่างกัน รัฐบาลที่ต่างกัน และระบบภาษีศุลกากรต่างกัน กลับมารวมกันขึ้นเป็นประเทศประเทศหนึ่งที่มีรัฐบาลหนึ่งเดียวที่เป็นเอกภาพ มีกฎหมายที่เป็นเอกภาพ มีผลประโยชน์ทางชนชั้นของประชาชาติที่เป็นเอกภาพ และระบบภาษีศุลกากรที่เป็นเอกภาพ คือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในที่สุด

ในระหว่างครองอำนาจเป็นเวลาเพียงร้อยปีนั้น ชนชั้นนายทุนได้สร้างพลังการผลิตที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังการผลิตทั้งหมดที่คน รุ่นก่อนๆ ทุกรุ่นได้สร้างขึ้นมา การพิชิตพลังธรรมชาติ การใช้เครื่องจักรกล การใช้เคมีในอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม การเดินเรือกลไฟ การเดินรถไฟ การใช้โทรเลข การบุกเบิกผืนแผ่นดินใหญ่เป็นผืนๆ การเดินเรือในแม่น้ำลำคลอง การปรากฏขึ้นของประชากรจำนวนมากมายราวกับใช้วิธีเล่นกลเรียกให้ผุดขึ้นมาจาก ใต้พิภพ ที่แล้วมามีศตวรรษใดบ้าง ที่สามารถคาดคิดได้ว่าจะมีพลังการผลิตเช่นนี้แฝงอยู่ในแรงงานสังคม ?

จากนี้จะเห็นได้ว่า ปัจจัยการผลิต และปัจจัยการแลกเปลี่ยน ซึ่งชนชั้นนายทุนอาศัยมาก่อตัวขึ้นนั้นได้สร้างขึ้นแล้วล่วงหน้าในสังคมขุน นาง ความสัมพันธ์ในการผลิตและการแลกเปลี่ยนของสังคมขุนนางที่ดำเนินอยู่ การจัดเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมของขุนนาง และ ความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ขุนนางที่เป็นเจ้าเข้าของอยู่แต่เดิมจะไม่ สอดคล้องกับพลังการผลิตที่พัฒนาไปของระบบทุนนิยมต่อไป เพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังขัดขวางการผลิตแบบใหม่ แทนที่จะกระตุ้นการผลิตก็กลับกลายเป็นเครื่องผูกมัดการผลิต มันจึงต้องถูกทำลาย และมันก็ถูกทำลายไปแล้ว

สิ่งที่เข้าแทนที่ก็คือ การแก่งแย่งแข่งขันอย่างเสรีตลอดจนระบอบทางสังคม ทางการเมืองซึ่งสอดคล้องกับการแก่งแย่งแข่งขันอย่างเสรี และการปกครองทางเศรษฐกิจและการเมืองของชนชั้นนายทุนนั่นเอง

ปัจจุบันนี้การเคลื่อนไหวทำนองเดียวกันกำลังดำเนินอยู่เบื้องหน้าเรา สังคมชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางการผลิตและความสัมพันธ์ทาง การแลกเปลี่ยนของชนชั้นนายทุน รวมถึงความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ของชนชั้นนายทุน ซึ่งสร้างปัจจัยการผลิตและปัจจัยการแลกเปลี่ยนอันใหญ่โตราวกับใช้วิธีเล่นกล นั้น บัดนี้เหมือนกับพ่อมดที่ไม่สามารถจะควบคุมภูติผีที่ตนใช้เวทมนต์ปลุกขึ้นมา ได้อีกแล้ว ประวัติของอุตสาหกรรมและการค้าในหลายสิบปีมานี้เป็นเพียงประวัติของพลังการ ผลิตสมัยใหม่ที่ต่อต้านความสัมพันธ์ทางการผลิตสมัยใหม่จนกลายเป็นวิกฤตทาง เศรษฐกิจ และในที่สุดสิ่งนี้จะต่อต้านความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์อันเป็นเงื่อนไข แห่งการดำรงอยู่ของชนชั้นนายทุนและการปกครองของชนชั้นนี้เอง วิกฤตทางการค้าซึ่งคุกคามการดำรงอยู่ของสังคมทุนนิยมทั้งสังคมจะทวีมากยิ่ง ขึ้นทุกที ในระหว่างการหมุนเวียนเป็นรอบระยะก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อนี้แล้ว ในระหว่างเกิดวิกฤตทางการค้า มักปรากฏว่าไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตสำเร็จแล้วจำนวนมากมายถูกทำลายไป เท่านั้น หากพลังการผลิตเช่นโรงงานต่างๆที่ได้สร้างขึ้นแล้วจำนวนมากมายก็จะถูกทำลาย ไปด้วย ในระหว่างเกิดวิกฤตทุนนิยมได้เกิดโรคระบาดทางสังคมชนิดที่ทุกยุค ทุกสมัยในอดีตคงจะเห็นเป็นปรากฏการณ์ที่เหลวไหลขึ้น ซึ่งก็คือโรคระบาดแห่งการผลิตล้นเกินท่ามกลางความอดอยาก สังคมได้ค้นพบในทันทีว่าตนเองได้กลับไปสู่ภาวะป่าเถื่อนชั่วขณะหนึ่ง คล้ายกับว่าเกิดทุพภิกขภัยครั้งหนึ่งหรือเกิดสงครามลักษณะทำลายล้างทั่วไป คล้ายกับว่าอุตสาหกรรมและการค้าได้ถูกทำลายจนราบเรียบ นี่เป็นเพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าสังคมมีอารยธรรมมากเกินไป มีปัจจัยการครองชีพมากเกินไป อุตสาหกรรมและธุรกิจการค้าเจริญมากเกินไป พลังการผลิตที่สังคมมีอยู่ไม่สามารถจะกระตุ้นอารยธรรมชนชั้นนายทุน และความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้นนายทุนให้พัฒนาต่อไปได้อีก แล้วกระนั้นหรือ ???

ตรงกันข้ามพลังการผลิตได้พัฒนาใหญ่โตจนถึงขั้นที่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ สามารถจะสอดคล้องกับมันแล้ว พลังการผลิตถูกความสัมพันธ์ดังกล่าวขัดขวาง และเมื่อใดที่พลังการผลิตลงมือขจัดสิ่งกีดขวางนี้ เมื่อนั้นก็จะทำให้สังคมชนชั้นนายทุนทั้งสังคมตกอยู่ในความปั่นป่วน ทำให้การดำรงอยู่ของระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้นนายทุนถูกคุกคาม ความสัมพันธ์ของชนชั้นนายทุนแคบเกินไปจนไม่อาจที่จะบรรจุโภคทรัพย์ที่ชนชั้น นี้สร้างขึ้นเอง ชนชั้นนายทุนจะใช้วิธีอะไรมาแก้ไขวิกฤตเหล่านี้ได้ ? ด้านหนึ่งคือจำต้องทำลายพลังการผลิตลงเป็นจำนวนมาก อีกด้านหนึ่งก็ไปยึดตลาดใหม่และใช้ตลาดเก่าให้เป็นประโยชน์อย่างถึงที่สุด นี่เป็นวิธีอะไรกันแน่? มันเป็นเพียงวิธีที่ชนชั้นนายทุนเตรียมการไปสู่วิกฤตที่รอบด้านยิ่งขึ้นและ รุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น

อาวุธที่ชนชั้นนายทุนใช้โค่นระบอบขุนนางนั้น บัดนี้ได้กลับมาทิ่มแทงชนชั้นนายทุนเองเสียแล้ว

แต่ทว่าชนชั้นนายทุนไม่เพียงแต่สร้างอาวุธที่นำความตายมาสู่ตัวเองเท่า นั้น หากชนชั้นนี้ยังก่อให้เกิดคนที่จะใช้อาวุธเหล่านี้ด้วย นั่นก็คือ กรรมาชีพสมัยใหม่

ชนชั้นนายทุน และทุนยิ่งพัฒนามากเท่าไร ชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่ก็จะพัฒนาไปในระดับเดียวกันด้วย กรรมาชีพสมัยใหม่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาหางานทำได้แล้วเท่านั้น และพวกเขาจะหางานทำได้ก็ต่อเมื่อแรงงานของพวกเขาทำให้ทุนเพิ่มพูนขึ้น กรรมาชีพที่จำต้องเอาตัวเองไปขายทีละเล็กละน้อยเหล่านี้ก็เป็นสินค้าชนิด หนึ่ง เช่นเดียวกับสิ่งของที่เป็นสินค้าอื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับผลสะเทือนจากการเปลี่ยนแปลงทั้งปวงในด้านการแก่งแย่ง แข่งขัน ได้รับผลสะเทือนจากการขับเคลื่อนทั้งปวงในด้านตลาดเช่นเดียวกัน

เนื่องจากการใช้เครื่องจักรได้แพร่หลายออกไปและการแบ่งงานได้พัฒนาไป การใช้แรงงานของชนกรรมาชีพก็จะต้องสูญเสียลักษณะอิสระทั้งปวงไป ดังนั้นสิ่งที่เหนี่ยวรั้งกรรมาชีพไว้จึงต้องพลอยสูญสิ้นไปด้วย นายทุนได้ทำให้กรรมาชีพกลายเป็นเครื่องพ่วงอย่างหนึ่งของเครื่องจักรไป สิ่งที่ต้องการให้เขาทำนั้นเป็นเพียงการคุมเครื่องที่ไม่สลับซับซ้อน ที่จำเจที่สุดและหัดง่ายที่สุด ฉะนั้นค่าใช้จ่ายที่เสียให้กับกรรมาชีพจึงกล่าวได้ว่าจำกัดอยู่แค่ปัจจัยการ ครองชีพอันจำเป็นสำหรับประทังชีวิตของกรรมาชีพ และแค่ทำให้มีกรรมาชีพรุ่นหลังสืบต่อไปได้เท่านั้น แต่ราคาของสินค้าซึ่งเป็นราคาของแรงงานด้วย จะสะท้อนต้นทุนในการผลิตสินค้าขึ้นมา ดังนั้นการใช้แรงงานยิ่งน่าเบื่อหน่ายมากเท่าไร ค่าแรงก็ยิ่งลดน้อยลงเท่านั้น ยิ่งกว่านั้นในสัดส่วนที่เครื่องจักรยิ่งแพร่หลายออกไป และการแบ่งงานยิ่งละเอียดมากขึ้น ภาระการใช้แรงงานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทั้งเนื่องมาจากการยืดเวลาทำงาน หรือไม่ก็เนื่องมาจากการเร่งเครื่องจักรให้หมุนเร็วขึ้น ฯลฯ

อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้เปลี่ยนโรงหัตถกรรมเล็กๆ หรืออุตสาหกรรมในครัวเรือนของนายช่างแบบพ่อบ้านมาเป็นโรงงานใหญ่ของนายทุน อุตสาหกรรม มวลชนกรรมาชีพที่แออัดอยู่ในโรงงานถูกจัดตั้งขึ้นเหมือนกับกองทหาร พวกเขาเป็นพลทหารธรรมดาแห่งกองทัพอุตสาหกรรมที่ถูกนายทหารชั้นประทวนและชั้น สัญญาบัตรระดับต่างๆ ติดตามควบคุมเป็นชั้นๆ พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นทาสของชนชั้นนายทุนและของรัฐชนชั้นนายทุนเท่านั้น หากยังถูกเครื่องจักร ผู้คุมงาน และโดยเฉพาะตัวนายทุนเจ้าของโรงงานแต่ละโรงเอาลงเป็นทาสอยู่ทุกวันทุก ชั่วโมงอีกด้วย ระบอบเผด็จอำนาจชนิดนี้ยิ่งประกาศอย่างเปิดเผยว่าความร่ำรวยเป็นเศรษฐี คือจุดมุ่งหมายบั้นปลายของตนมากเพียงใด มันก็ยิ่งน่าเหยียดหยาม น่าเคียดแค้น และน่าเกลียดชังมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น

เทคนิคและแรงที่ต้องใช้ในงานที่ต้องใช้กำลังนั้นน้อยลงเพียงใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง อุตสาหกรรมสมัยใหม่เจริญมากขึ้นเพียงใด กรรมาชีพชายก็ถูกกรรมาชีพหญิงและแรงงานเด็กเข้ามาแทนที่มากขึ้นเพียงนั้น กล่าวสำหรับชนชั้นกรรมาชีพแล้ว ความแตกต่างทางเพศและวัยไม่มีความหมายทางสังคมอีกแล้ว พวกเขาล้วนเป็นเครื่องมือการใช้แรงงาน เพียงแต่ว่าค่าใช้จ่ายสำหรับพวกเขานั้นต่างกันตามวัยและเพศของพวกเขาเท่า นั้น

เมื่อเจ้าของโรงงานขูดรีดกรรมาชีพเสร็จสิ้นไปแล้วขั้นหนึ่ง และกรรมาชีพได้รับค่าแรงเป็นเงินสดแล้ว ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งในชนชั้นนายทุนซึ่งก็คือ เจ้าของบ้านเช่า เจ้าของร้านค้า เจ้าของโรงจำนำ เป็นต้น รี่เข้ามาหาพวกเขาทันที

ชั้นล่างของชนชั้นกลางแต่ก่อนนี้ อันได้แก่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมขนาดเล็ก พ่อค้าย่อยกับผู้กินดอกเบี้ยขนาดเล็ก พวกช่างผีมือกับชาวนา ทั้งหมดนี้ล้วนค่อยๆถูกกดลงมาสู่ขบวนชนชั้นกรรมาชีพ บ้างเป็นเพราะทุนขนาดเล็กของพวกเขาไม่พอที่จะประกอบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เขาไม่สามารถแข่งขันสู้นายทุนที่ใหญ่กว่าได้ บ้างเป็นเพราะฝีมือของพวกเขาถูกวิธีการผลิตแบบใหม่ทำให้หมดค่าไปเลย ขบวนชนชั้นกรรมาชีพได้รับการเพิ่มเติมจากชนชั้นทั้งหมดของประชากรเช่นนี้เอง

ชนชั้นกรรมาชีพได้ผ่านขั้นแห่งการพัฒนาที่ต่างกันแต่ละขั้นมาแล้ว การต่อสู้คัดค้านชนชั้นนายทุนของชนชั้นกรรมาชีพนี้เริ่มขึ้นขณะเดียวกับการ ดำรงอยู่ของชนชั้นนี้ ในระยะเริ่มแรกจะเป็นกรรมาชีพเฉพาะราย ต่อมาเป็นกรรมาชีพของโรงงานหนึ่งๆ และก็มาเป็นกรรมาชีพในแขนงงานหนึ่งๆในท้องที่หนึ่งๆ ต่อสู้กับนายทุนเฉพาะรายที่ขูดรีดพวกเขาโดยตรง พวกเขาไม่เพียงแต่โจมตีความสัมพันธ์ทางการผลิตชนชั้นนายทุนเท่านั้น หากยังโจมตีด้วยเครื่องมือการผลิตด้วย พวกเขาทำลายสินค้าต่างประเทศที่เข้ามาแก่งแย่งแข่งขัน ทำลายเครื่องจักร เผาโรงงาน พยายามที่จะฟื้นคืนสู่ฐานะของกรรมาชีพในสมัยกลางที่สูญเสียไปแล้ว

ในขั้นนี้บรรดากรรมาชีพยังเป็นมวลชนที่กระจายอยู่ตามที่ต่างๆทั่วประเทศ และแตกแยกกันอันเนื่องมาจากการการแข่งขันกันเอง ความสามัคคีของมวลชนกรรมาชีพอันไพศาลและการรวมตัวของพวกเขาเองยังไม่เกิด ขึ้น แต่เป็นผลแห่งการรวมตัวของชนชั้นนายทุนเวลานั้นเพื่อที่จะบรรลุจุดหมายทาง การเมืองของตน ชนชั้นนายทุนมีความจำเป็นและในชั่วระยะหนึ่งยังสามารถปลุกระดมชนชั้น กรรมาชีพทั้งชนชั้นขึ้นมาได้ ดังนั้นในขั้นนี้ชนกรรมาชีพจึงไม่ได้ต่อสู้กับศัตรูของตน หากแต่ต่อสู้กับศัตรูของศัตรูตน ซึ่งก็คือต่อสู้กับเศษเดนของระบอบขุนนาง หรือ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจ้าที่ดินและนายทุนรายย่อย ดังนั้นในยุคนี้การเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดจึงรวมศูนย์อยู่ในมือ ของชนชั้นนายทุน ชัยชนะแต่ละครั้งที่ได้รับภายใต้เงื่อนไขดังกล่าวจึงล้วนแต่เป็นชัยชนะของชน ชั้นนายทุนทั้งนั้น

แต่คู่ขนานไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ชนชั้นกรรมาชีพไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นในด้านจำนวนคนเท่านั้น หากยังได้รวมกันเข้าเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่โตขึ้น พลังของชนชั้นนี้เติบใหญ่ขึ้นทุกวันและชนชั้นนี้ก็มีสำนึกถึงพลังของตนเอง มากยิ่งขึ้นทุกที เครื่องจักรได้ทำให้ความแตกต่างในการใช้แรงงานลดน้อยลงทุกที และทำให้ค่าแรงลดลงสู่ระดับต่ำอย่างเดียวกันแทบทุกแห่ง ฉะนั้นผลประโยชน์และสภาพความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพจึงค่อยๆเหมือนกันมาก ขึ้นทุกที การแก่งแย่งแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ระหว่างนายทุนด้วยกัน และวิกฤตทางการค้าอันเกิดจากการแข่งขันนี้ทำให้ค่าแรงของกรรมาชีพยิ่งไม่ มั่นคงมากขึ้น การปรับปรุงเครื่องจักรอยู่เสมอไม่ได้หยุดหย่อนและดำเนินไปอย่างรวดเร็วยิ่ง ขึ้นทุกวัน ทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของกรรมาชีพไม่มีหลักประกันยิ่งขึ้นทุกที การปะทะกันระหว่างกรรมาชีพเฉพาะรายกับนายทุนเฉพาะราย มีลักษณะเป็นการปะทะกันระหว่างสองชนชั้นยิ่งขึ้นทุกที กรรมาชีพเริ่มตั้งสหภาพแรงงานคัดค้านนายทุนขึ้น เขาสามัคคีกันพิทักษ์ค่าแรงของตน จนกระทั่งได้ตั้งองค์การสมาคมที่มีลักษณะถาวรขึ้น เพื่อจะได้มีหลักประกันในชีวิตความเป็นอยู่ในระหว่างการต่อสู้ บางแห่งการต่อสู้ก็ได้เปลี่ยนเป็นการลุกขึ้นสู้อย่างดุเดือด

บางครั้งกรรมาชีพก็ได้รับชัยชนะ แต่ชัยชนะดังกล่าวเป็นชัยชนะเพียงชั่วคราวเท่านั้น ดอกผลที่แท้จริงของการต่อสู้ของพวกเขามิใช่ผลสำเร็จที่ได้มาโดยตรง หากเป็นความสามัคคีที่กว้างขวางยิ่งขึ้นทุกทีของกรรมาชีพ ความสามัคคีนี้ได้ขยายตัวไป เพราะเครื่องมือการคมนาคมสมัยใหม่ได้ทำให้กรรมาชีพในที่ต่างๆ สัมพันธ์ติดต่อกันดีขึ้น เมื่อมีความสัมพันธ์ชนิดนี้แล้วจึงสามารถจะนำเอาการต่อสู้แบบลักษณะท้องถิ่น ที่มีลักษณะอย่างเดียวกันมากมายไปสมทบกันเข้าเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นที่มี ลักษณะทั่วประเทศได้ แต่การต่อสู้ทางชนชั้นทั้งปวงล้วนเป็นการต่อสู้ทางการเมืองทั้งสิ้น ความสามัคคีดังกล่าว ชนกรรมาชีพสมัยใหม่สามารถบรรลุได้ด้วยทางรถไฟและระบบคมนาคมอื่นๆ ที่ในยุคอดีต ซึ่งถนนหนทางยังยากลำบาก คงจะต้องอาศัยเวลาเป็นร้อยๆปี

การที่ชนกรรมาชีพจัดตั้งขึ้นเป็นชนชั้น แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นพรรคการเมืองนี้ ถูกทำลายอยู่มิได้ขาดอันเนื่องมาจากการแข่งขันกันเองของกรรมาชีพ แต่การจัดตั้งชนิดนี้ก็จะมีขึ้นใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า และแต่ละครั้งก็ยิ่งเข้มแข็งมั่นคงและมีพลังมากขึ้น การจัดตั้งเหล่านี้ได้ใช้ความแตกแยกภายในของชนชั้นนายทุนเป็นประโยชน์ โดยบีบบังคับให้ชนชั้นนายทุนรับรองผลประโยชน์เฉพาะรายของกรรมาชีพด้วยรูปแบบ กฎหมาย ซึ่งการร่างพระราชบัญญัติการทำงานวันละ ๑๐ ชั่วโมงในอังกฤษก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว การปะทะกันในสังคมเก่านั้น หลายๆด้านได้กระตุ้นชนชั้นกรรมาชีพให้พัฒนาไป ชนชั้นนายทุนอยู่ในท่ามกลางการต่อสู้มาตลอด เริ่มแรกสุดก็คือคัดค้านพวกขุนนาง ต่อมาก็คัดค้านชนชั้นนายทุนส่วนหนึ่งที่มีผลประโยชน์ขัดกับความก้าวหน้าของ อุตสาหกรรม และคัดค้านชนชั้นนายทุนต่างชาติทั้งหลายอยู่เป็นประจำ ในการต่อสู้ทั้งปวงนี้ชนชั้นนายทุนล้วนจำต้องขอร้องชนชั้นกรรมาชีพ ขอความช่วยเหลือจากชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้จึงดึงชนชั้นกรรมาชีพให้เข้าสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังนั้นชนชั้นนายทุนเองจึงเป็นผู้หยิบยื่นปัจจัยการศึกษาทางการเมืองและการ ศึกษาทั่วไปของตนให้แก่กรรมาชีพ ซึ่งในที่สุดก็กลายมาเป็นอาวุธของชนชั้นกรรมาชีพสำหรับคัดค้านนายทุนเอง

ยิ่งกว่านั้นในประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านมา เราได้เห็นหลายส่วนของชนชั้นปกครองเดิมที่ถูกการพัฒนาของอุตสาหกรรมกดดันให้ กลายเป็นชนชั้นกรรมาชีพ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถูกกระบวนการนี้ท้าทายความมั่นคงของชีวิต คนเหล่านี้มีส่วนในการเพิ่มระดับความเข้าใจ และ การเรียนรู้ของกรรมาชีพ จากความไม่พอใจของเขาต่อระบบทุนนิยม

ประการสุดท้ายในช่วงที่การต่อสู้ทางชนชั้นจวนเจียนจะถึงขั้นสู้รบแตกหัก กระบวนการสลายตัวภายในชนชั้นปกครองของสังคมเก่าทั้งสังคม ก็ถึงระดับที่รุนแรงและแหลมคมอย่างยิ่ง กระทั่งทำให้คนส่วนน้อยส่วนหนึ่งในชนชั้นปกครองแยกตัวออกจากชนชั้นปกครองและ เข้ามายืนอยู่เคียงข้างชนชั้นที่ปฏิวัติซึ่งก็คือชนชั้นที่กุมอนาคต ฉะนั้นก็เหมือนกับในอดีตซึ่งมีคนส่วนหนึ่งในหมู่ขุนนางหันไปอยู่กับฝ่ายชน ชั้นนายทุน เวลานี้ในหมู่ชนชั้นนายทุนก็มีคนส่วนหนึ่งหันมาอยู่กับฝ่ายชนชั้นกรรมาชีพ โดยเฉพาะนักคิดปัญญาชนชนชั้นนายทุนส่วนหนึ่งที่ได้ยกระดับถึงขั้นเป็นผู้รับ รู้การเคลื่อนไหวทางประวัติศาสตร์ทั้งกระบวนในด้านทฤษฎี

ในปัจจุบันบรรดาชนชั้นที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นนายทุนนั้น มีแต่ชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้นที่เป็นชนชั้นปฏิวัติที่แท้จริง ชนชั้นอื่นๆล้วนแต่เสื่อมลงทุกทีและสิ้นสุดไปพร้อมๆกับการพัฒนาการของ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ชนชั้นกรรมาชีพนั้นเป็นผลิตผลของตัวอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ทันสมัย

การที่ชนชั้นกลางซึ่งก็คือผู้ประกอบอุตสาหกรรมขนาดเล็ก พ่อค้าย่อย หัตถกร และ ชาวนาต่อสู้กับชนชั้นนายทุนนั้น ล้วนแต่เพื่อรักษาการดำรงอยู่ของชนชั้นกลางของพวกเขาไว้มิให้พังพินาศไป ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ใช่พวกปฏิวัติ หากแต่เป็นพวกอนุรักษ์ ยิ่งกว่านั้นพวกเขายังเป็นพวกปฏิกิริยา เพราะพวกเขาพยายามที่จะทำให้กงล้อประวัติศาสตร์หมุนกลับ ในกรณีที่พวกเขาจะปฏิวัติ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาจวนจะหันเข้าสู่ขบวนชนชั้นกรรมาชีพ เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็มิใช่รักษาเพียงผลประโยชน์เฉพาะของพวกเขาเอง หากแต่ต้องการรักษาผลประโยชน์ในอนาคตของพวกเขาด้วย พวกเขากำลังออกห่างจากจุดยืนเดิมของตนและมายืนอยู่บนจุดยืนของชนชั้น กรรมาชีพ

ชนชั้นกรรมาชีพจรจัดที่ไม่มีงานประจำเป็นส่วนที่เฉื่อยเนือย เหลวแหลก ต่ำต้อยที่สุดของสังคมเก่า และเป็นชนชั้นที่เป็นอันตราย บางครั้งพวกเขาก็ถูกการปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพดึงเข้าสู่การเคลื่อนไหวเหมือน กัน แต่เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ ทำให้พวกเขายอมขายตัวให้คนอื่นซื้อไปเพื่อประกอบกรรมทำชั่วที่เป็นปฏิกิริยา ยิ่งกว่าในหลายโอกาส

ในด้านสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมาชีพนั้น สภาพชีวิตความเป็นอยู่แบบสังคมเก่าได้ถูกทำลายไปแล้ว กรรมาชีพไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยาและลูกๆของเขา ไม่มีอะไรที่เหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของชนชั้นนายทุนเลย การใช้แรงงานในอุตสาหกรรมเช่นปัจจุบัน การกดขี่ของทุนเช่นปัจจุบัน ไม่ว่าในอังกฤษหรือฝรั่งเศส

ไม่ว่าในอเมริกาหรือเยอรมนีล้วนแต่เหมือนกันทั้งนั้น และล้วนแต่ทำให้ชนกรรมาชีพสูญเสียลักษณะความเป็นชาติไปสิ้น กฎหมาย ศีลธรรม ศาสนา ในทัศนะของพวกเขาล้วนแล้วแต่เป็นอคติของชนชั้นนายทุนที่ปิดบังอำพรางผล ประโยชน์ของชนชั้นนายทุนไว้ทั้งสิ้น

ชนชั้นทั้งปวงในอดีตหลังจากช่วงชิงการปกครองมาได้แล้ว มักจะทำให้สังคมทั้งสังคมขึ้นต่อเงื่อนไขการขูดรีด และมักแสวงหาความร่ำรวยดุจมหาเศรษฐีมาสู่ชนชั้นของตน ถ้าชนชั้นกรรมาชีพจะขึ้นมาควบคุมระบบการผลิตของสังคม ชนกรรมาชีพจะต้องทำลายรูปแบบการขูดรีดทั้งปวงและการถือกรรมสิทธิ์ในระบบการ ผลิตแบบปัจเจก ชนกรรมาชีพไม่มีอะไรของตนเองที่จะต้องปกป้องรักษา พวกเขาจะต้องทำลายทุกอย่างที่คุ้มครองและประกันทรัพย์สินส่วนบุคคลที่มีอยู่ เช่นทุกวันนี้

การเคลื่อนไหวทั้งปวงในอดีตล้วนแต่เป็นการเคลื่อนไหวของคนส่วนน้อย หรือเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนน้อย การเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพเป็นการเคลื่อนไหวที่มีจิตสำนึกอิสระของคน ส่วนข้างมากที่สุด และเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ชนชั้นกรรมาชีพอัน เป็นส่วนล่างสุดของสังคมปัจจุบัน หากไม่พังทลายชั้นบนทั้งชั้นที่ประกอบขึ้นเป็นโครงสร้างสังคมที่เป็นทางการ แล้ว ก็ไม่สามารถจะเชิดหน้าและยืดอกของตนอย่างสง่างามได้

หากจะกล่าวในทางรูปแบบแล้ว การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพที่คัดค้านชนชั้นนายทุนนั้น เริ่มต้นจะเป็นการต่อสู้ภายในขอบเขตประเทศหนึ่ง เพราะชนชั้นกรรมาชีพของแต่ละประเทศจะต้องโค่นชนชั้นนายทุนของประเทศตนเสีย ก่อน

เวลาบรรยายพื้นฐานของการพัฒนาชนชั้นกรรมาชีพนั้น เราได้ค้นพบสงครามกลางเมืองภายในสังคมที่ซ่อนเร้นอยู่มาเป็นลำดับ จนมาถึงจุดที่สงครามนี้เปลี่ยนเป็นการปฏิวัติที่เปิดเผย ซึ่งในที่สุดชนชั้นกรรมาชีพจะใช้ความรุนแรงโค่นชนชั้นนายทุนและสถาปนาการ ปกครองของตนเองขึ้น

เราได้มองเห็นแล้วว่าจวบจนทุกวันนี้ ทุกสังคมล้วนตั้งอยู่บนความขัดแย้งและเป็นปฏิปักษ์ระหว่างชนชั้นกดขี่กับชน ชั้นผู้ถูกกดขี่ทั้งสิ้น แต่เพื่อที่จะกดขี่ชนชั้นชนชั้นหนึ่งก็ต้องประกันให้ชนชั้นนั้นๆมีเงื่อนไข ที่จะประคับประคองการดำรงชีวิตเยี่ยงทาสของตนไว้บ้าง ในระบอบทาสกสิกร ทาสกสิกรเคยดิ้นรนต่อสู้จนเขยิบฐานะขึ้นเป็นสมาชิกคอมมูนภายใต้การผูกมัดของ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นายทุนน้อยก็เคยดิ้นรนต่อสู้จนเขยิบฐานะขึ้นเป็นนายทุน แต่กรรมาชีพสมัยใหม่กลับตรงกันข้าม พวกเขาแทนที่จะได้เขยิบฐานะขึ้นไปตามความก้าวหน้าของระบบอุตสาหกรรม สถานะของเขากลับลดต่ำลงทุกทีจนต่ำกว่าเงื่อนไขที่จะดำรงสภาพทางชนชั้นของตน ไว้ได้ กรรมาชีพกลายเป็นผู้ยากไร้ ความจนแพร่ขยายอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าการขยายตัวของประชากรและการเพิ่มพูนของ โภคทรัพย์ จึงชัดเจนว่าชนชั้นนายทุนไม่สมควรที่จะเป็นชนชั้นปกครองในสังคมต่อไปอีกแล้ว และไม่สมควรที่จะตั้งเงื่อนไขวิถีชีวิตของตนมาเป็นกฎเกณฑ์ที่ครอบงำทุกสิ่ง ทุกอย่าง

หรือไปยัดเยียดให้สังคมต่อไปอีก ชนชั้นนายทุนไม่สมควรที่จะปกครองต่อไป เพราะว่าชนชั้นนี้แม้แต่จะประกันให้ทาสของตนมีความเป็นอยู่เยี่ยงทาสก็ทำไม่ ได้เสียแล้ว เราพบว่าชนชั้นนี้จำเป็นต้องยอมให้ทาสของตนหาวิธีมาเลี้ยงทาสกันเอง แทนที่จะให้ทาสมาเลี้ยงนายทุน สังคมไม่สามารถอยู่ภายใต้การปกครองของชนชั้นนายทุนต่อไปได้อีกแล้ว พูดง่ายๆคือ การดำรงอยู่ของชนชั้นนี้เข้ากับสังคมไม่ได้อีกต่อไป

เงื่อนไขมูลฐานแห่งการดำรงอยู่และการปกครองของชนชั้นนายทุน คือ การก่อรูปและการเพิ่มพูนของทุน เงื่อนไขการดำรงอยู่ของทุน คือ แรงงานรับจ้าง แรงงานรับจ้างตั้งอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันกันเองระหว่างกรรมาชีพอย่างสิ้น เชิง ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรม ซึ่งชนชั้นนายทุนสร้างขึ้น มีผลให้กรรมาชีพรวมตัวกันแทนที่ภาวะกระจัดกระจายของพวกเขาที่เกิดจากการแข่ง ขันกัน ดังนั้นคู่ขนานไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ตัวรากฐานที่ชนชั้นนายทุนอาศัยสำหรับทำการผลิตและถือครองกรรมสิทธิ์ใน ผลิตภัณฑ์ จึงถูกขุดออกไปจากใต้ตีนของชนชั้นนี้ สิ่งที่ชนชั้นนายทุนผลิตออกมานั้น ก็คือ ผู้ขุดหลุมฝังศพของชนชั้นนายทุนเอง ความพินาศของชนชั้นนายทุนและชัยชนะของชนชั้นกรรมาชีพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นเดียวกัน

* * *

 

1. ชนชั้นนายทุน

 

หมายถึงชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ซึ่งครองปัจจัยการผลิตเป็นเจ้าของเครื่องจักร เครื่องมือในการผลิตของสังคมและใช้แรงงานรับจ้างโดยจ้างลูกจ้าง พนักงาน ชนชั้นกรรมาชีพ หมายถึงชนชั้นกรรมาชีพรับจ้างสมัยใหม่ซึ่งไม่มีปัจจัยการผลิตของตนเอง ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยการขายพลังแรงงานเพื่อยังชีพ ( หมายเหตุโดยเองเกิลส์ในฉบับภาษาอังกฤษปี 1888 )

2. นั่นหมายถึงประวัติศาสตร์ที่บันทึกด้วยการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ในปี 1847 ภาวะของสังคมก่อนประวัติศาสตร์ การจัดตั้งของสังคมทั้งหมดก่อนประวัติศาสตร์ที่บันทึกด้วยลายลักษณ์อักษร นั้นแทบจะไม่มีใครรู้เลย ต่อมาฮักสท์เฮาเซนได้ค้นพบระบอบกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินของรัสเซีย เมาเร่อร์ได้พิสูจน์ว่าระบอบกรรมสิทธ์นี้เป็นรากฐานทางสังคมซึ่งเป็นจุด เริ่มต้นแห่งการพัฒนาทางประวัติศาสตร์ของชนชาติติวตันทั้งปวง และคนทั้งหลายได้ค่อยๆค้นพบว่าหมู่บ้านชุมชนที่ใช้ระบอบกรรมสิทธิ์ร่วมกันใน ที่ดิน คือ เป็นเจ้าของร่วมกันนั้น เป็นรูปการในยุคสังคมดั้งเดิม หรือสมัยบุพกาลของสังคมในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่อินเดียจนถึงไอร์แลนด์ สุดท้ายมอร์แกนยังได้ค้นพบธาตุอันแท้จริงทางเครือญาติและความสัมพันธ์ ระหว่างวงศ์ตระกูลของเครือญาติที่มีต่อเผ่าชน การค้นพบอันยอดเยี่ยมนี้ได้เผยให้เห็นรูปแบบ ที่เป็นแบบฉบับของการจัดตั้งภายในของสังคมคอมมิวนิสต์บุพกาลชนิดนี้ และขณะที่คอมมูนบุพกาลนี้สลายตัวเปลี่ยนแปลงไป สังคมก็เริ่มแยกออกเป็นชนชั้นต่างๆ ซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะและเป็นคู่ขัดแย้งต่อกันในที่สุด เกี่ยวกับกระบวนการของการสลายตัวนี้ ข้าพเจ้าเคยพยายามค้นคว้าวิจัยไว้ในเรื่อง "ต้นกำเนิดของครอบครัว ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและรัฐ" ( พิมพ์ครั้งที่ 2 สตูตท์การ์ต ปี 1886 ) ( หมายเหตุโดย เองเกิลส์ ในฉบับภาษาอังกฤษปี 1888 )

3. นายช่างในสมาคมอาชีพ คือสมาชิกที่มีอำนาจเต็มในสมาคมอาชีพ เป็นนายช่างในสมาคม แต่มิใช่หัวหน้าของสมาคม ( หมายเหตุโดย เองเกิลส์ ในฉบับภาษาอังกฤษปี 1888 )

4. ในฝรั่งเศส " คอมมูน " เป็นชื่อเรียกนครที่เกิดขึ้นใหม่ และเรียกกันมากระทั่งก่อนหน้าที่นครดังกล่าวจะสามารถช่วงชิงการปกครองตนเอง ในท้องที่และสิทธิทางการเมืองของ " ฐานันดรที่ 3" หรือกลุ่มสามัญชน จากเจ้าผู้ครองแคว้นมาได้ กล่าวโดยทั่วไปในที่นี้ถืออังกฤษเป็นประเทศแบบฉบับในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นนายทุน และ ถือฝรั่งเศสเป็นประเทศแบบฉบับในการพัฒนาทางการเมืองของชนชั้นนายทุน ( หมายเหตุโดย เองเกิลส์ ในฉบับภาษาอังกฤษปี 1888 )

 


 

 

 

 

2. ชนชั้นกรรมาชีพกับชาวพรรคคอมมิวนิสต์

 

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์มีความเกี่ยวข้องกับกรรมาชีพอย่างไร ?

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์มีผลประโยชน์ร่วมกับชนชั้นกรรมาชีพทั้งหมด ไม่ใช่กลุ่มที่หาผลประโยชน์เพื่อส่วนตัว หรือเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวชนชั้นกรรมาชีพ

พรรคคอมมิวนิสต์แตกต่างกับพรรคการเมืองชนชั้นกรรมาชีพอื่น ๆ 2 ประการ คือ

. ในการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพประเทศต่างๆชาวพรรคคอมมิวนิสต์เน้นและมีจุดยืน ต่อผลประโยชน์ร่วมของชนชั้นกรรมาชีพทั้งชนชั้นโดยไม่แบ่งแยกชนชาติ

. ในพัฒนาการการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชนชั้นนายทุนชาวพรรค คอมมิวนิสต์ เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของขบวนการปฏิวัติทั้งขบวนการ

ดังนั้นในการปฏิวัติ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จึงก้าวหน้าที่สุดในการผลักดันการเคลื่อนไหว ในบรรดาพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพในประเทศต่างๆ และในด้านทฤษฎีพวกเขาเป็นส่วนที่ก้าวหน้าของชนชั้นกรรมาชีพอื่นๆเนื่องจาก เข้าใจเงื่อนไขสถานการณ์ในการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ

เป้าหมายระยะสั้นของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองชนชั้นกรรมาชีพอื่นๆ คือ ต้องสร้างชนชั้นกรรมาชีพให้รวมตัวกันป็นชนชั้นที่โค่นล้มการปกครองของชนชั้น นายทุน และ ยึดอำนาจรัฐมาเป็นของชนชั้นกรรมาชีพ

ส่วนเรื่องทฤษฎี ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จะไม่ยึดติดหลักการของนักปฏิรูปคนใดคนหนึ่งหรือผูกขาดโดยสำนักใดสำนักหนึ่ง

ทำไมจึงต้องทำลายระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล?

ที่กล่าวมาคือหลักทั่วไปของความสัมพันธ์อันแท้จริงในการต่อสู้ทางชนชั้นที่ ดำรงอยู่ในปัจจุบัน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ไม่ได้มีเพียงลัทธิคอมมิวนิสต์แนวคิดเดียวเท่านั้นที่เสนอให้มีการทำลายความ สัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะความสัมพันธ์ในระบอบกรรมสิทธิ์ในอดีตได้มีการเปลี่ยนแปลงในประวัติ ศาสตร์เรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง

เช่น การปฏิวัติฝรั่งเศสได้ยกเลิกระบอบกรรมสิทธิ์ขุนนาง ที่เดิมพวกขุนนางเคยถือครองที่ดิน ทรัพย์สมบัติต่างๆ มาเป็นระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้นนายทุนที่บรรดานายทุนเข้าครอบครองเป็นเจ้าของ แทน

ลักษณะพิเศษของลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ใช่จะเลิกล้มระบอบกรรมสิทธิ์ของทุกคนทั่วไป แต่จะเลิกล้มระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้นนายทุนเท่านั้น

แต่ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของชนชั้นนายทุนสมัยใหม่เป็นการแสดงออกอย่าง ชัดเจนที่สุดของการผลิตและการถือครองกรรมสิทธิ์ในสินค้าซึ่งตั้งอยู่บนความ ขัดแย้งทางชนชั้น นั่นคือการขูดรีดที่คนส่วนน้อยกระทำต่อคนส่วนใหญ่

ดังนั้น ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จึงมีข้อสรุปทฤษฎีเป็นประโยคสั้นๆ ว่าต้อง “ ทำลายระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ”

มีการตอบโต้ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ว่าคิดทำลายทรัพย์สินที่เอกชนหามาได้ด้วยการ ใช้แรงงานของตนเอง จะทำลายทรัพย์สินที่อ้างว่าหามาได้ด้วยเสรีภาพ และอิสรภาพทั้งปวงของเอกชน

ทรัพย์สินของนายทุนน้อย และ ชาวนาขนาดย่อม ก่อนมาเป็นระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้นนายทุน ได้ถูกทำลายอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ด้วยสาเหตุจากการพัฒนาของอุตสาหกรรม

มีความขัดแย้งสองด้านคือ การใช้แรงงานของชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้สร้างทรัพย์สินให้กับเขา แต่แรงงานสร้าง ทุน ทุนในที่นี้หมายถึงทรัพย์สินที่ขูดรีดแรงงานรับจ้าง การสะสมทุนจะเกิดขึ้นได้จากการที่มีแรงงานรับจ้างรุ่นใหม่เข้าสู่การขูดรีด อยู่ตลอดเวลา เพราะทรัพย์สินในรูปแบบปัจจุบันนี้แสดงถึงความขัดแย้งระหว่างทุนกับแรงงาน รับจ้าง เราควรพิจารณาความขัดแย้งทั้งสองด้านดังนี้

นายทุน การเป็นนายทุนคนหนึ่งนั้นหมายความว่า ในการผลิตนั้นเขาคือภาคเอกชนที่มีฐานะทางสังคม ทุนเป็นผลิตผลของส่วนรวมที่ต้องผ่านการใช้แรงงานของสมาชิกทั้งหมดของสังคม เท่านั้นจึงจะถูกนำมาใช้ได้

เพราะฉะนั้นตัวทุนเองจึงไม่ใช่พลังของนายทุนเอกชน แต่เป็นพลังขับเคลื่อนอย่างหนึ่งของสังคมทั้งสังคม

การเปลี่ยนทุนให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมของสมาชิกทั้งหมดในสังคม จึงไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนทรัพย์สินเอกชนให้เป็นทรัพย์สินของสังคม แต่เปลี่ยนแค่การถือครองทรัพย์สินเท่านั้น แล้วในที่สุดความเป็นชนชั้นก็จะหมดไป

แรงงานรับจ้าง ราคาเฉลี่ยของแรงงานรับจ้างคือ ค่าแรงขั้นต่ำที่สุด ซึ่งก็คือ ค่าครองชีพที่เพียงพอกับกรรมาชีพคนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ฉะนั้นการที่กรรมาชีพรับจ้างเป็นเจ้าของแรงงานของตนเอง แค่เพียงพอสำหรับประทังชีวิตไปวันๆ เพื่อทำการผลิตต่อไปเท่านั้น เราไม่ได้เสนอให้ยกเลิกผลตอบแทนจากการทำงานที่ได้จากผลิตผลของแรงงาน เพราะผลตอบแทนชนิดนี้จะไม่เหลือส่วนเกินมากพอที่จะทำให้คนส่วนน้อยเอาเปรียบ แรงงานของคนส่วนใหญ่อย่างที่เป็นอยู่ แต่เราเสนอให้ทำลายความเลวร้ายของการถือกรรมสิทธิ์แบบนี้ เพราะมันทำให้ชนชั้นกรรมาชีพมีสภาพชีวิตเป็นแค่เครื่องมือสะสมทุน พวกเขาต้องทนมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างทุนให้เพิ่มมากขึ้น และเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ตราบเท่าที่ "ผลประโยชน์ของชนชั้นปกครอง " ต้องการให้เขามีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง

ในสังคมทุนนิยม แรงงานที่มีชีวิตเป็นเพียงปัจจัยอย่างหนึ่ง ในการสะสมทุน ซึ่งต่างจากสังคมคอมมิวนิสต์อย่างสิ้นเชิงตรงที่แรงงานที่สะสมขึ้นแล้วจะ เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของกรรมชีพ

ในสังคมทุนนิยม อดีตครอบงำปัจจุบัน แต่

ในสังคมคอมมิวนิสต์ ปัจจุบันครอบงำอดีต

หมายความว่าในสังคมทุนนิยมสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในอดีต กลับกลายเป็นเจ้านายเหนือเรา แต่ในสังคมคอมมิวนิสต์ มนุษย์จะเป็นเจ้านายเหนือผลงานที่เราสร้างไว้ในอดีต

ในสังคมทุนนิยม ทุนมีอิสระ เสรีภาพและเป็นตัวของตัวเอง ขณะที่มนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่มีเสรีภาพและไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้

แต่ชนชั้นนายทุนก็พูดถูกที่ว่า การที่เราจะทำลายความสัมพันธ์ทางการผลิต เป็นการทำลายเอกลักษณ์และเสรีภาพ ! ในที่สุดแล้วสิ่งที่เราจะต้องทำลายคือ ความเป็นตัวของตัวเอง ความอิสระเสรีภาพของทุนนั่นเอง

ในระบบทุนนิยมเช่นปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรียกว่าเสรีภาพนั้นหมายถึง เสรีทางการค้า เสรีในการซื้อขายตามกลไกตลาด เป็นเสรีภาพของนายทุนนั่นเอง

เมื่อไหร่ที่ไม่มีการซื้อขายแล้ว แน่นอนว่าเมื่อนั้นการค้าเสรีก็จะหมดไปด้วย คำพูดลมๆ แล้งๆ ของนายทุนเกี่ยวกับการค้าเสรีไม่ต่างกับการอวดอ้างเกี่ยวกับเสรีภาพอื่นๆ ของพวกเขา เช่นเดียวกับเสรีภาพในการซื้อขายชาวเมืองที่ถูกทำให้เป็นทาสในสมัยกลาง

แต่คำอวดอ้างนั้นจะไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะแท้จริงลัทธิคอมมิวนิสต์ต้องการจะทำลายการซื้อขาย ทำลายความสัมพันธ์ทางการผลิตของชนชั้นนายทุน ตลอดจนตัวชนชั้นนายทุนเอง

แน่นอนชนชั้นนายทุนย่อมที่จะหาวิธีขัดขวางการทำลายกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลของ เขา ในขณะที่ประชากร 90% ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนบุคคล ดังนั้นสิ่งที่ชนชั้นนายทุนกล่าวหา ก็คือ หาว่าชาวคอมมิวนิสต์ต้องการที่จะทำลายระบอบกรรมสิทธิ์แบบที่คนส่วนน้อยถือ ครอง ท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีทรัพย์สิน

สรุปแล้ว ชาวคอมมิวนิสต์เสนอว่าต้องทำลายระบอบกรรมสิทธิ์ของชนชั้นนายทุน!!!

ชนชั้นนายทุนอธิบายว่า แรงงานไม่สามารถจะเปลี่ยนเป็นทุน เปลี่ยนเป็นเงินตรา หรือเปลี่ยนเป็นค่าเช่าที่ดินได้ นั่นคือไม่สามารถจะเปลี่ยนเป็นพลังสังคมที่ทำการผูกขาดได้นั่นเอง พูดง่ายๆได้ว่าเมื่อใดที่ทรัพย์สินเอกชนไม่สามารถจะเปลี่ยนเป็นทุนได้อีก เอกลักษณ์ส่วนบุคคลก็ถูกทำลายไปเมื่อนั้น

จากนี้จะเห็นได้ว่า ชนชั้นนายทุนยอมรับว่าเอกลักษณ์ที่พวกเขาเข้าใจนั้น หมายถึง นายทุนผู้ถือกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล แน่นอนล่ะ เอกลักษณ์แบบนี้ต้องถูกทำลายให้หมด

ลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้ยกเลิกการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนบุคคลของคนใดคนหนึ่ง แต่จะยกเลิกอำนาจในการนำแรงงานคนไปเป็นทาส

มีผู้โต้แย้งว่าเมื่อใดที่ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลถูกทำลายไป เมื่อนั้นการงานหรือกิจกรรมทุกอย่างก็จะยุติลง เพราะจะมีแต่คนขี้เกียจ ไม่กระตือรือร้นที่จะทำงานต่อไป

ดังนั้นถ้าเกิดความขี้เกียจจริงๆ สังคมทุนนิยมก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะว่าในสังคมนี้ ผู้ที่ออกแรงทำงานไม่ได้รับสิ่งตอบแทน ส่วนผู้ที่ได้สิ่งตอบแทนนั้นกลับไม่ต้องทำงาน ข้อสงสัยทั้งหมดเหล่านี้สรุปได้เป็นคำที่ซ้ำความหมายเดียวกันคือ เมื่อใดที่ไม่มีทุน เมื่อนั้นก็จะไม่มีแรงงานรับจ้างอีกต่อไป ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ใช้แรงงานกรรมาชีพที่ถูกปล้นสะดมสิ่งตอบแทน ไปเป็นของนายทุนที่ไม่เคยทำอะไรเลย ได้แต่กินแรงคนส่วนใหญ่

ความเห็นในเรื่องวัฒนธรรม การศึกษา และครอบครัว

ชนชั้นนายทุนคัดค้านทั้งรูปแบบกรรมสิทธิ์ในวิถีการผลิตแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ และคัดค้านในเรื่องการถือกรรมสิทธิ์ในการผลิตทางความคิดหรือการครอบงำทาง วัฒนธรรมความคิดด้วย

เหมือนกันกับการที่นายทุนมองว่าการทำลายระบอบกรรมสิทธิ์ของชนชั้น ก็คือ การทำลายพลังการผลิต และนายทุนมองว่าการทำลายวัฒนธรรมแบบชนชั้นนายทุน คือ การทำลายการศึกษาทั้งปวง

วัฒนธรรม” ชนิดที่พวกนายทุนกลัวว่าจะหมดสิ้นไปนั้น แท้จริงแล้วมันหมายถึงการฝึกอบรมสั่งสอนคนส่วนใหญ่ให้กลายเป็นเครื่องจักร เครื่องกลให้นายทุนใช้เป็นเครื่องมือเท่านั้น

ถ้าจะใช้มาตรฐานความคิดของชนชั้นนายทุนเกี่ยวกับเสรีภาพ การศึกษา กฎหมาย ฯลฯ มาประเมินความคิดของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ที่จะเลิกล้มระบอบกรรมสิทธิ์ชนชั้น นายทุนแล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องถกเถียงกันอีก เพราะความคิดของพวกนายทุนเองนั่นแหละที่เป็นผลจากความสัมพันธ์ทางการผลิตกับ ความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ของชนชั้นนายทุน เหมือนหลักนิติศาสตร์ของชนชั้นนายทุนที่เป็นแค่ความต้องการจะทำให้ผล ประโยชน์ของนายทุนเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยกฎหมายเหล่านี้ล้วนสนองความต้องการในการดำรงชีวิตแบบชนชั้นนายทุนเท่า นั้น

ความเห็นแก่ตัวของชนชั้นนายทุนทำให้พวกเขาสร้างกระแสความคิดที่ว่า ความสัมพันธ์ทางการผลิตและความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่เกิดและดับไปในยุคหนึ่งๆนั้นจะกลายเป็นกฎธรรมชาติที่ต้องดำรงคงอยู่อย่าง ถาวรตลอดไปไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

น่าแปลกที่ชนชั้นนายทุนเคยปฏิเสธระบอบกรรมสิทธิ์ขุนนาง และเปลี่ยนแปลงมันได้ แต่พอกล่าวถึงระบอบกรรมสิทธิ์ที่เขาถือครองอยู่เมื่อไหร่ ชนชั้นนายทุนกลับทำเป็นไม่เข้าใจและไม่ยอมรับความจริง นั่นคือเขาเลือกที่จะทำความเข้าใจหรือยอมรับโดยถือผลประโยขน์ของชนชั้นตน เป็นหลัก

เมื่อกล่าวถึงครอบครัวยุคปัจจุบัน ครอบครัวของชนชั้นนายทุนตั้งอยู่บนรากฐานของทุนและความร่ำรวยส่วนบุคคล มีแต่ครอบครัวชนชั้นนายทุนที่ร่ำรวย ขณะที่ชนกรรมาชีพถูกบีบบังคับให้ครองตัวเป็นโสดและค้าประเวณีอย่างเปิดเผย

เรามองว่า ครอบครัวของนายทุนหรือครอบครัวชนชั้นกรรมาชีพในสังคมแบบนี้จะดำรงอยู่ไม่ได้ ต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเมื่อไม่มีทุน

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการยกเลิกการที่พ่อแม่กดขี่ขูดรีดลูกที่เกิดมา อย่างการชายลูกชายไปเป็นทาสแรงงาน หรือขายลูกสาวไปเป็นโสเพณี กระทั่งพร่ำสอนลูกให้บูชาเงินตราว่าเป็นพระเจ้า บางครอบครัวเลือกที่จะรักลูกที่มีรายได้มากกว่าลูกที่ขากรายได้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเช่นนี้จึงถูกกำหนดด้วยเงินตรา

ชนชั้นนายทุนอธิบายว่า ถ้าเปลี่ยนการให้การศึกษาอมรมบ่มเพาะโดยครอบครัว มาเป็นการให้ศึกษาอบรมโดยสังคมแทน จะเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันอบอุ่นแน่นแฟ้นในครอบครัว

แต่การศึกษาในปัจจุบันนั้นแท้จริงถูกกำหนดโดยสังคมเข้าแทรกแซงไม่ทางตรงก็ ทางอ้อมโดยผ่านทางโรงเรียน และสื่อรอบตัว ด้วยวิธีการต่างๆอยู่แล้ว ไม่มีการศึกษาอบรมโดยครอบครัวโดดๆอย่างที่นายทุนกล่าวอ้าง

จริงๆแล้วชาวพรรคคอมมิวนิสต์มิได้เป็นผู้คิดจะเปลี่ยนให้สังคมมีอิทธิพลต่อ การศึกษา แต่เรากำลังเสนอว่าการศึกษาไม่ควรตกอยู่ในอิทธิพลของชนชั้นปกครองนายทุน

การพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวลดน้อยลง ลูกๆ ของกรรมาชีพถูกขายแรงงาน ยิ่งการใช้แรงงานล้วนๆอันเนื่องมาจากการพัฒนาของอุตสาหกรรม มากขึ้นเท่าไหร่ คำพูดโกหกของชนชั้นนายทุนเกี่ยวกับความรักความอบอุ่นในครอบครัว และให้การศึกษาก็ยิ่งน่ารังเกียจมากขึ้นเท่านั้น

ชาวคอมมิวนิสต์เสนอว่า ควรเอาเมียเป็นของกลางจริงหรือ?

เรื่องนี้ถูกชนชั้นนายทุนวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก...

อันที่จริงพวกนายทุนใช้เมียของตนเป็นเครื่องมือการผลิตเป็นปกติอยู่แล้ว พอเราเสนอว่าควรให้นำเครื่องมือการผลิตมาใช้ร่วมกัน ชนชั้นนายทุนจึงคิดว่าสตรีก็จะต้องประสบชะตากรรมอย่างเดียวกันด้วย และกลัวว่าเราจะทำลายฐานะเดิมของสตรีที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือการผลิตของเขา

สิ่งที่น่ารังเกียจ ก็คือ พวกนายทุนทำตัวเป็นคนมือถือสากปากถือศีล แสดงความตกอกตกใจในสิ่งที่เรียกว่าระบอบเอาเมียเป็นของกลางโดยเปิดเผยเป็น ทางการของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่จริงเรื่องการนำเมียเป็นของกลางนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมอยู่แล้วเพียงแต่ไม่เปิดเผยกัน

ความจริงพวกนายทุนไม่พอใจแค่การเอาเมียและลูกสาวของชนชั้นกรรมาชีพในควบคุม กลับไปเป็นของกรรมาชีพต่างหาก ขณะที่นายทุนซื้อขายสตรีในรูปของโสเภณีซึ่งเป็นของกลางอยู่แล้ว พวกนายทุนยังลักลอบเป็นชู้กับเมียของกันและกันอีกด้วย

การแต่งงานของชนชั้นนายทุนนั้นในทางเป็นจริงแล้วเป็นระบบที่เอาผู้หญิงเป็น ของกลาง เพราะชีวิตการแต่งงานในระบบนี้ไม่เคยมีความมั่นคง การแต่งงานกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลที่สามารถซื้อขายเปลี่ยน มือได้ ซึ่งขึ้นกับอำนาจการซื้อของนายทุน แต่ชาวพรรคคอมมิวนิสต์อย่างมากก็แค่ถูกคนอื่นตำหนิว่าคิดจะใช้ระบอบเอาเมีย เป็นของกลางอย่างเปิดเผยเป็นทางการมาใช้แทนระบอบเอาเมียมาเป็นของกลางแบบปิด ลับ ไม่ต้องพูดก็รู้ ๆ กันอยู่แล้วว่าถ้าความสัมพันธ์ทางการผลิตในปัจจุบันถูกทำลายลง ระบอบเอาเมียเป็นของกลางแบบการค้าประเวณีอย่างเปิดเผยและไม่เปิดเผยของนาย ทุนก็จะถูกยกเลิกไปด้วย

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์จะยกเลิกปิตุภูมิและความเป็นชาติ

อันที่จริงชนชั้นกรรมาชีพไม่มีปิติภูมิอยู่แล้ว ในเมื่อไม่มีชาติอยู่แล้วคอมมิวนิสต์จะยกเลิกสิ่งที่มันไม่มีอยู่แล้วได้อย่างไร

ก่อนอื่นชนชั้นกรรมาชีพจะต้องยึดอำนาจรัฐเพื่อปกครองประชาชาติ ในระยะสั้นยังมีความเป็นชาติอยู่ แต่คำว่าชาติในที่นี้ต่างกับความเข้าใจของชนชั้นนายทุน

เนื่องจากการพัฒนาของทุน การค้าเสรีและการสร้างตลาดโลกขึ้น การรวมศูนย์การผลิตทางอุตสาหกรรม และสภาพสังคมทุนนิยมที่พัฒนามาควบคู่กันทั้งโลกนั้น ทำให้ความขัดแย้งระหว่างประชาชนประเทศต่างๆ เริ่มลดน้อยลง

ถ้าชนชั้นกรรมาชีพได้ปกครองรัฐจะทำให้ความขัดแย้งระหว่างชาติลดน้อยลง เพราะความร่วมมือกันของชนชั้นกรรมาชีพในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แน่นอนว่าจะเป็นเงื่อนไขอันดับแรในการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก

เมื่อการขูดรีดระหว่างคนกับคนได้ถูกทำลายไปแล้ว การขูดรีดระหว่างรัฐชาติกับรัฐชาติก็จะถูกทำลายไปด้วย

เมื่อความขัดแย้งทางชนชั้นภายในประเทศสูญสิ้นไปแล้ว ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็จะสูญสิ้นไปด้วย

ทัศนะชาวพรรคคอมมิวนิสต์ในด้านปรัชญา

การกล่าวหาต่างๆ นานาต่อลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งมาจากทัศนะทางศาสนา ปรัชญา และรูปการ ลัทธิทั่วไปนั้นเราไม่จำเป็นต้องสนใจรายละเอียดไปทุกเรื่อง

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า ความคิด ทัศนะ และ จินตภาพ ความรู้สึกนึกคิดของคนเรานั้น เปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ เปลี่ยนตามความสัมพันธ์ทางสังคมและการพัฒนาแต่ละยุคสมัยของคนเรา อันนี้ทุกคนเข้าใจได้ไม่ยาก

ประวัติศาสตร์ของความคิดนอกจากพิสูจน์ว่าการผลิตด้านจิตใจเปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของการผลิตด้านวัตถุแล้วยังพิสูจน์ได้อีกว่า ความคิดที่ครอบงำสังคมไม่ว่าจะยุคใดก็ตามย่อมเป็นความคิดของชนชั้นปกครองเสมอ

เมื่อมีผู้คนกล่าวถึงความคิดที่จะทำให้ทั้งสังคมเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกับการ ปฏิวัตินั้น พวกที่อธิบายข้อเท็จจริงว่าภายในสังคมเก่า เริ่มมีลักษณะบางอย่างของสังคมใหม่ก่อรูปขึ้นแล้ว การสลายตัวของความคิดเก่านั้น เกิดขึ้นพร้อมๆกับการสลายตัวของสภาพความเป็นอยู่ทางวัตถุแบบเก่าด้วย

ขณะที่โลกสมัยโบราณกำลังจะล่มสลายไปนั้น ศาสนาต่างๆ ในสมัยโบราณอย่างการบูชาภูตผีปีศาจก็ถูกเอาชนะโดยศาสนาคริสต์ ต่อมาความคิดของศานาคริสต์ก็ถูกเอาชนะโดยความคิดที่ใช้เหตุผล ในศตวรรษที่ ๑๘ ช่วงที่ชนชั้นนายทุนก้าวหน้า กำลังต่อสู้กับสังคมชนชั้นขุนนางอย่างรุนแรง ในเวลานั้นความคิดเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนา และเสรีภาพในความเชื่อยังมีการต่อสู้ทางความคิดกันอยู่ แสดงให้เห็นว่าสมัยนั้นแนวคิดเรื่องการค้าเสรียังถูกครอบงำ และไม่ได้รับการยอมรับ

ไม่น่าแปลกใจ” ถ้าจะมีผู้กล่าวว่า “ความคิดทางศาสนา ทางศีลธรรม ทางปรัชญา ทางการเมือง ทางกฎหมาย และความคิดอื่นๆนั้น เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในการพัฒนาของประวัติศาสตร์” แต่เอาเข้าจริง ชนชั้นนายทุนกลับบอกว่า ศาสนา ศีลธรรม ปรัชญา การเมืองและกฎหมายนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเป็นสัจธรรม

นอกจากนี้ ยังมีสัจธรรมชั่วนิรันดร์ เช่น เสรีภาพ ความเป็นธรรม ฯลฯ ดำรงอยู่ สัจธรรมเหล่านี้มีอยู่ในทุกๆ ขั้นตอนแห่งการพัฒนาของสังคม แต่ลัทธิคอมมิวนิสต์จะไม่พยายามแก้ไขความคิดเหล่านี้ แต่เราต้องการจะเลิกล้มสัจธรรมชั่วนิรันดร์ ลัทธิคอมมิวนิสต์จะเลิกล้มศาสนา ศีลธรรม (ของนายทุน) ฉะนั้นลัทธิคอมมิวนิสต์จึงขัดแย้งกับวิถีดำเนินแห่งการพัฒนาของประวัติ ศาสตร์ทั้งหมดที่ผ่านมา ”

ข้อความข้างต้นเป็นการกล่าวหาที่ไร้ความหมาย ถ้าเราเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ของสังคม ทั้งหมดตราบเท่าทุกวันนี้ล้วนเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งมีรูปแบบแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย

ทุกความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเรื่องใด เราต้องยอมรับความจริงว่าสิ่งที่เหมือนกันในทุกยุคสมัยคือการขูดรีดที่คน ส่วนหนึ่งในสังคมกระทำต่อคนอีกส่วนหนึ่ง แม้ว่าความรู้สึกนึกคิดของสังคมในแต่ละยุคจะต่างกัน ดังนั้นรูปแบบความรู้สึกนึกคิดเหล่านี้จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงก็ต่อเมื่อความ ขัดแย้งทางชนชั้นหมดไปแล้ว

การปฏิวัติแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ ก็คือ ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงในเรื่องความสัมพันธ์ของระบอบกรรมสิทธิ์ที่เป็นประเพณี สืบทอดกันมา รวมถึงความคิดเก่า ๆ ทั้งหลายด้วย

ดังนั้นจึงไม่ต้องใส่ใจกับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ของชนชั้นนายทุน

การปฏิวัติยึดอำนาจการปกครอง

จากที่ยกตัวอย่างมาเราได้มองเห็นแล้วว่า ก้าวแรกแห่งการปฏิวัติของชนชั้นกรรมกาชีพ ก็คือ ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพก้าวขึ้นไปเป็นชนชั้นปกครองโดยช่วงชิงมาซึ่งประชาธิปไตย

ชนชั้นกรรมาชีพจะใช้ประโยชน์จากการปกครองทางการเมืองของตน เพื่อไปยึดทุนทั้งหมดจากชนชั้นนายทุนทีละขั้นๆ รวมศูนย์เครื่องมือการผลิตทั้งหมดไว้ในมือของรัฐ ซึ่งก็คือ ไว้ในมือของชนชั้นกรรมาชีพที่จัดตั้งขึ้นเป็นชนชั้นปกครองแล้ว และเพิ่มยอดปริมาณพลังการผลิตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

การที่จะทำได้ถึงขั้นนี้ แน่นอนก่อนอื่นจะต้องดำเนินนโยบายแทรกแซงบังคับแย่งชิงการถือกรรมสิทธิ์ และความสัมพันธ์ทางการผลิตของชนชั้นนายทุนมาเป็นของชนชั้นกรรมาชีพ รวมทั้งใช้มาตรการบางอย่างแม้ไม่สมบูรณ์แต่ก็เป็นจำเป็นเพื่อใช้เป็นเครื่อง มือของการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงแบบวิธีการผลิตทั้งหมด

แน่นอนมาตรการเหล่านี้ย่อมแตกต่างกันไปในประเทศต่างๆ แต่ในประเทศที่ก้าวหน้าที่สุด อาจใช้มาตรการต่อไปนี้ได้เกือบทุกข้อ

. เลิกล้มกรรมสิทธิ์ที่ดิน เอาค่าเช่าที่ดินไปใช้เป็นรายจ่ายของรัฐ

. เรียกเก็บภาษีเงินได้ในอัตราก้าวหน้า ที่เพิ่มตามจำนวนรายได้

. ยกเลิกสิทธิในการสืบมรดก

. ริบทรัพย์สินของพวกนายทุนที่หลบหนีไปต่างประเทศและพวกกบฎทั้งปวง

. รวมศูนย์สินเชื่อไว้ในมือของรัฐ โดยผ่านธนาคารแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้กุมทุนของรัฐ

และมีสิทธิ์ผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว

. รวมศูนย์กิจการคมนาคมขนส่งทั้งหมดไว้ในมือของรัฐ

. เพิ่มโรงงานและเครื่องมือการผลิตที่เป็นของรัฐ บุกเบิกที่รกร้าง

และปรับปรุงเนื้อดินตามโครงการทั่วไป

. ดำเนินระบอบใช้แรงงานตามหน้าที่โดยทั่วหน้า ทุกคนต้องมีงานทำ

ขยายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเกษตรกรรม

. ประสานเกษตรกรรมกับอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ทำให้ความแตกต่างระหว่างเมือง

กับชนบทหมดไปทีละขั้นโดยวิธีกระจายพลเมืองให้เท่า ๆ กันยิ่งขึ้นในทั่วประเทศ

๑๐. ให้เด็กๆทุกคนได้รับการศึกษาในโรงเรียนสาธารณะ โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ให้เด็ก

ได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติฯลฯ และ ยกเลิกการใช้เด็กทำงานตามโรงงานใน

รูปแบบที่เป็นอยู่ปัจจุบัน

ในระยะนี้เมื่อความแตกต่างทางชนชั้นหมดไป และการผลิตทั้งหมดรวมศูนย์อยู่ในมือของคนส่วนใหญ่แล้ว อำนาจทางการเมืองก็จะหายไปด้วย อำนาจการเมืองในที่นี้คือ ความรุนแรงที่มีการจัดตั้งซึ่งชนชั้นหนึ่งใช้กดขี่อีกชนชั้นหนึ่ง ในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุนนั้น ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องรวมกันเข้าเป็นชนชั้น ถ้าชนชั้นกรรมาชีพกลายเป็นชนชั้นปกครองโดยผ่านการปฏิวัติ และใช้อำนาจไปทำลายความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบเก่าแล้ว การทำลายความสัมพันธ์ทางการผลิตดังกล่าว ก็คือการทำลายเงื่อนไขการดำรงอยู่ของชนชั้น ดังนั้นชนชั้นก็จะหมดไป และจากนี้ก็จะไปสู่การทำลายการปกครองของชนชั้นนี้เองด้วย

สิ่งที่จะมาแทนที่สังคมเก่าของชนชั้นนายทุนที่เป็นสังคมชนชั้นที่เคยมีความ ขัดแย้งทางชนชั้นดำรงอยู่นั้น ก็คือ สังคมที่ยึดหลักการที่ว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตแต่ละด้านอย่างเสรีของแต่ละคน เป็นเงื่อนไขแห่งการพัฒนาอย่างเสรีของคนทุกคนในสังคม

ชาวพรรคคอมิวนิสต์ไม่ต้องปกปิดอำพรางทรรศนะและจุดมุ่งหมายของตน พวกเราประกาศอย่างเปิดเผยว่าจุดมุ่งหมายของเราคือการปฎิวัติโค่นล้มระบอบ สังคมที่ดำรงอยู่ให้หมดสิ้นไปเท่านั้น ปล่อยให้ชนชั้นปกครองตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าการปฎิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ไป เถิด ในการปฎิวัตินี้ชนชั้นกรรมาชีพจะไม่สูญเสียอะไรนอกจากโซ่ตรวนเท่านั้น สิ่งที่เราจะได้มาคือโลกทั้งโลก

กรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน !

 

 

 

 

 

3. เอกสารสังคมนิยมและเอกสารคอมมิวนิสต์

3.1 สังคมนิยมปฏิกิริยา

 

สังคมนิยมฟิวเดิลหรือขุนนาง [1]

 

โดยฐานะทางประวัติศาสตร์ของพวกเขา พวกผู้ดีขุนนางฝรั่งเศสและอังกฤษถือเป็นหน้าที่ต้องเขียนหนังสือโจมตีสังคม ชนชั้นนายทุนสมัยใหม่บ้าง ในการปฏิวัติเดือนกรกฎาคม ๑๘๓๐ ของฝรั่งเศสและการเคลื่อนไหวปฏิรูปของอังกฤษ พวกเขาถูกพวกร่ำรวยรุ่นใหม่ทีน่าเกลียดชังตีพ่ายไปอีกครั้งหนึ่ง เริ่มแต่นั้นมา การต่อสู้ทางการเมืองอันหนักหน่วงเป็นอันว่าไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว สิ่งที่พวกเขายังทำได้ก็มีแต่การต่อสู้ทางด้านการขีดเขียนเท่านั้น แต่ถึงแม้เป็นทางด้านการขีดเขียนก็ตามจะพูดให้เหมือนสมัยฟื้นอำนาจ [2] นั้นก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว เพื่อที่จะก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ พวกขุนนางจำต้องแสร้งทำท่าทาง ราวกับว่าพวกเขาไม่สนใจใยดีในผลประโยชน์ของตนเองแล้วทำราวกับว่าการที่พวก เขาประณามชนชั้นนายทุนนั้นก็เพียงเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรผู้ถูกขูด รีดเท่านั้น วิธีการที่พวกเขาใช้มาระบายความคั่งแค้นนั้นก็คือ ร้องเพลงสาปแช่งผู้ครองอำนาจใหม่ของพวกเขา และกระซิบกระซาบคำทำนายบอกลางร้ายบางอย่างให้เข้าหูพวกเขา

ดังนั้น จึงได้เกิดสังคมนิยมฟิวเดอล ซึ่งเป็นกึ่งเพลงแห่ศพ กึ่งบทถากถาง กึ่งเสียงสะท้อนของอดีต กึ่งคำขู่ขวัญของอนาคต บางครั้งมันก็สามารถใช้การวิจารณ์ที่เผ็ดร้อน เหยียดหยามและเสียดสีแทงถูกใจดำชนชั้นนายทุน แต่เนื่องจากคนพวกนี้ไม่สามารถเข้าใจวิถีดำเนินของประวัติศาสตร์สมัยใหม่เลย ข้อเขียนของพวกเขาจึงมักจะทำให้รู้สึกน่าขบขันเสมอ

เพื่อที่จะชักจูงประชาชนไปอยู่กับตน พวกขุนนางได้ชูย่ามขอทานของชนชั้นกรรมาชีพโบกแทนธง แต่ทุกครั้งที่ประชาชนเดินตามพวกเขาไปนั้น ต่างล้วนได้พบตราฟิวเดอลเก่าติดอยู่ที่ก้นของพวกเขจึงพากันฮาป่าแล้วแยกย้าย กันไป

ส่วนหนึ่งของพวกเชื้อสายแท้ของฝรั่งเศสและ “อังกฤษหนุ่ม”[3] ล้วนเคยแสดงละครชุดนี้มาแล้วทั้งนั้น

ในขณะที่พวกเจ้าฟิวเดอลกล่าวว่าแบบวิธีการขูดรีดของพวกเขาต่างกับการขูดรีด ของชนชั้นนายทุนนั้น พวกเขาได้ลืมไปว่าพวกเขาดำเนินการขูดรีดในสภาพและเงื่อนไขที่ต่างกันอย่าง สิ้นเชิงและเวลานี้ก็ได้พ้นสมัยไปแล้ว ในขณะที่พวกเขากล่าวว่าภายใต้การปกครองของพวกเขาไม่เคย ปรากฏว่ามีชนชั้นกรรมาชีพสมัยใหม่เลยนั้น พวกเขาได้ลืมไปว่าชนชั้นนายทุนสมัยใหม่นั้นเป็นผลิตผลที่ต้องเกิดขึ้นอย่าง แน่นอนของระบอบสังคมของพวกเขานั่นเอง

แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาไม่ปกปิดอำพรางลักษณะปฏิกิริยาของการวิจารณ์ของตนเองเลย โทษสำคัญที่พวกเขากล่าวหาชนชั้นนายทุน นั้นก็คือ มีชนชั้นหนึ่งที่จะระเบิดทำลายระบอบสังคมเก่าทั้งระบอบ เจริญเติบโตขึ้นมาภายใต้การปกครองของชนชั้นนายทุน

ที่พวกเขาตำหนิชนชั้นนายทุนนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะชนชั้นนี้ได้ทำให้เกิดชนชั้นกรรมาชีพทั่ว ๆ ไปขึ้นมา แต่เป้นเพราะชนชั้นนี้ได้ทำใหเกิดชนชั้นปฏิวัติในรูปแบบชนชั้นกรรมาชีพขึ้น มา

ฉะนั้น ในการปฏิบัติทางการเมือง พวกเขาจึงมีส่วนร่วมในการใช้มาตรการรุนแรงทั้งปวงต่อชนชั้นกรรมกร แต่ในชีวิตประจำวัน พวกเขาได้ละเมิดถ้อยคำอันสูงส่งทรงเกียรติของเขาเองยอบตัวลงเก็บผลแอปเปิ้ล ทอง[4] และไปค้าขนแกะ หัวผักกาดหวาน และเหล้า[5] โดยไม่คำนึงถึงวาจาสัตย์ ความเมตตาปรานี และเกียรติยศ

เช่นเดียวกับที่พระมักจะจูงมือเดินไปกับเจ้าของที่ดิน สังคมนิยม พระก็มักจะจูงมือเดินกันไปกับสังคมนิยมฟิวเดอลดุจเดียวกัน

ไม่มีอะไรจะง่ายยิ่งไปกว่าการระบายสีสังคมนิยมให้กับลัทธิละตัณหาของศาานา คริสต์ ศาสนาคริสต์ก็วิจารณ์ระบอบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล วิจารณ์การสมรส วิจารณ์รัฐอย่างรุนแรงด้วยมิใช่หรือ? และศษสนาคริสต์ส่งเสริมให้ใช้การกุศลและการวิงวอนร้องขอการอยู่เป็นโสด และการละตัณหา การบำเพ็ญพรตและการไปโบสถ์มาแทนสิ่งดังกล่าวมิใช่หรือ? สังคมนิยมของศาสนาคริสต์ เป็นเพียงน้ำมนต์ที่พระใช้มาทำให้ความเคืองแค้นของพวกขุนนางดูศักดิ์สิทธิ์ ขึ้นเท่านั้นเอง

สังคมนิยมชนชั้นนายทุนน้อย

พวกขุนนางมิใช่ชนชั้นเดียวเท่านั้นที่ถูกชนชั้นนายทุนโค่น มิใช่ชนชั้นนี้เท่านั้นที่เงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่เลวลงทุกวันและสูญไปใน สังคมทุนนิยมสมัยใหม่ ชาวเมืองผู้ได้รับสิทธิ์และชาวนาขนาดย่อมในสมัยกลาง เป็นต้นตระกูลของชนชั้นนายทุนสมัยใหม่ในประเทศที่อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ไม่ค่อยเจริญนัก ชนชั้นทั้งสองนี้กระทั่งในทุกวันนี้ก็ยังหายใจรวย ๆ อยู่ข้าง ๆ ชนชั้นนายทุนที่เจริญตัวขึ้นมา

ในประเทศที่อารยธรรมสมัยใหม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่แล้ว ชนชั้นนายทุนน้อยชนชั้นใหม่ได้ก่อรูปขึ้น ชนชั้นนี้กวัดแกว่งอยู่ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชนชั้นนายทุน และประกอบขึ้นใหม่อยู่เรื่อย ๆ ในฐานะที่เป็นส่วนเพิ่มเติมของสังคมชนชั้นนายทุน แต่อย่างไรก็ตาม สมาชิกของชนชั้นนี้ถูกการแก่งแย่งแข่งขันผลักให้ไปอยู่ในขบวนชนชั้นกรรมาชีพ อยู่เสมอ และพร้อมกับการพัฒนาของอุตสาหกรรมขนาดใหม่ พวกเขากระทั่งรู้อยู่ว่าในไม่ช้าพวกเขาก็จะสูญเสียฐานะในฐานที่เป็นส่วน อิสระส่วนหนึ่งในสังคมสมัยใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง และในไม่ช้าก็จะถูกผู้คุมงานและพนักงานรับจ้างเข้าแทนที่ในพาริชยกรรม อุตสาหกรรมและเกษตรกรรม

ในประเทศที่ชนชั้นชาวนามีจำนวนเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรอย่างมาก มาย เช่น ในฝรั่งเศส บรรดานักประพันธ์ที่ยืนอยุ่ข้างชนชั้นกรรมาชีพคัดค้านชนชั้นนายทุนนั้น ย่อมเป็นธรรมดาที่ใช้บรรทัดฐานของชนชั้นนายทุนน้อยและชาวนาขนาดย่อมไป วิพากษ์ระบอบชนชั้นนายทุน เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมนิยมชนชั้นนายทุนจึงก่อรูปขึ้น ซิสมองดีนั่นแหละเป็นหัวหน้าของสำนักนี้ กล่าวสำหรับฝรั่งเศสเป็นเช่นนี้ ในอังกฤษก็เช่นเดียวกัน

สังคมนิยมสำนักนี้ได้วิเคราะห์ความขัดแย้งในความสัมพันธ์การผลิตสมัยใหม่ อย่างเฉียบแหลมยิ่ง มันได้เผยให้เห็นการตบแต่งอันจอมปลอมของนักเศรษฐศาสตร์ มันได้พิสูจน์อย่างมีหลักฐานให้ห็นถึงบทบาททำลายของเครื่องจักรและการแบ่ง งาน การรวมศูนย์ของทุนและที่ดิน การผลิตล้นเกิน วิกฤตการล่มจมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นของนายทุนน้อยและชาวนาขนาดย่อม ความยากจนของชนชั้นกรรมาชีพ ภาวะอนาธิปไตยในการผลิต การเฉลี่ยอย่างไม่ทั่วถึงที่สุดของการแบ่งปันโภคทรัพย์ สงครามอุตสาหกรรมที่มีลักษณะทำลายล้างระหว่างประชาชาติต่าง ๆ ตลอดจนการสลายตัวของขนบประเพณีเก่าของความสัมพันธ์ทางครอบครัวเก่าและของ ความเป็นประชาชาติเก่า

แต่กล่าวตามเนื้อหาที่เป็นคุณของสังคมนิยมชนิดนี้แล้ว ถ้ามิใช่มุ่งหมายที่จะฟื้นปัจจัยการผลิตและปัจจัยการแลกเปลี่ยนเก่าอันจะนำ ไปสู่การฟื้นความสัมพันธ์ระบอบกรรมสิทธิ์เก่าและสังคมเก่าแล้ว ก็มุ่งหมายที่จะเอาปัจจัยการผลิตและปัจจัยการแลกเปลี่ยนสมัยใหม่ยัดเยียด เข้าไปใหม่ในกรอบแห่งความสัมพันธ์ระบอบกรรมสิทธิ์เก่า ที่ได้ถูกปัจจัยดังกล่าวนี้ทัลวงแตกไปแล้วและจะต้องถูกทะลวงแตกอย่างแน่นอน ในสองสถานนี้สังคมนิยมชนิดนี้เป็นสังคมนิยมที่ปฏิกิริยาและเพ้อฝัน

ข้อสรุปสุดท้ายของมันก็คือ ระบอบสมาคมอาชีพในอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจแบบพ่อบ้านในเกษตรกรรม

ในการพัฒนาต่อมาของสังคมนิยมชนิดนี้ กระแสความคิดดังกล่าวได้กลายเป้นความคร่ำครวญที่ขี้ขลาดอย่างหนึ่ง

สังคมนิยมเยอรมันหรือสังคมนิยม "แท้"

เอกสารสังคมนิยมและเอกสารลัทธิคอมมิวนิสต์ของฝรั่งเศส เกิดขึ้นภายใต้การกดขี่ของชนชั้นนายทุนที่อยูในฐานะปกครองและเป็นการแสดงออก ทางลายลักษณ์อักษรของการต่อสู้กับการปกครองนี้ ขณะที่เอกสารนี้ถูกนำไปยังเยอรมนีนั้น ชนชั้นนายทุนในประเทศนั้นเพิ่มจะเริ่มดำเนินการต่อสู้คัดค้านระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ขุนนาง

นักปรัชญา กึ่งนักปรัชญาและบรรดาผู้คงแก่เรียนเยอรมันได้คว้าเอกสารนี้ไว้อย่างกระหาย แต่พวกเขาลืมไปว่าเวลาที่ขนบทประพันธ์เหล่านี้จากฝรั่งเศสเข้าไปเยอรมนีนั้น เงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ของฝรั่งเศสมิได้ขนย้ายตามเข้าไปด้วย ภายใต้เงื่อนไขของเยอรมนี เอกสารของฝรั่งเศสได้สูญเสียความหมายในทางปฏิบัติ โดยตรงอย่างสิ้นเชิง จะมีก็แต่เพียงรูปแบบที่เป็นเอกสารล้วน ๆ เท่านั้น มันย่อมต้องแสดงออกเป็นการขบคิดที่ไร้ความหมายเกี่ยวกับสังคมนิยมแท้ และเกี่ยวกับการบรรลุซึ่งธาตุแท้ของมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในสายตาของนักปรัชญาเยอรมันในศตวรรษที่ ๑๘ เห็นว่า ความเรียกร้องต้องการของการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งแรกเป็นเพียงความเรียกร้อง ต้องการของ "ความมีเหตุผลทางปฏิบัติ" ทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แต่การแสดงออกซึ่งเจตนารมณ์ของชนชั้นนายทุนฝรั่งเศสที่ปฏิวัตินั้น ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าเป็นกฎของเจตนารมณ์ล้วน ๆ เป็นกฎของเจตนารมณ์เดิม เป็นกฎของเจตนารมณ์ของมนุษย์ที่แท้

งานแต่ประการเดียวของนักประพันธ์เยอรมันคือ เอาความคิดใหม่ของฝรั่งเศสมาผสมให้กลมกลืนเข้ากับมโนธรรมทางปรัชญาเก่าของ พวกเขา หรือกล่าวเช่นนี้จะเหมาะกว่าคือ เริ่มจากทรรศนะปรัชญาของพวกเขาไปเข้าใจความคิดของฝรั่งเศส

การเข้าใจเช่นนี้ก็เหมือนกับการเข้าใจภาษาต่างประเทศ คือผ่านการแปล

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พระในศาสนาคริสต์นิการคาธอลิคเคยเขียนชีวประวัติของนักบุญคาธอลิคอย่างไร้ สาระไว้ในคัมภีร์ต่างศาสนาในสมัยโบราณฉบับคัดด้วยมือ นักประพันธ์เยอรมันใช้ท่าทีที่ตรงกันข้ามต่อเอกสารทางโลกของฝรั่งเศส พวกเขาเขียนปรัชญาเหลวไหลของตนไว้ตอนล่างในต้นฉบับเดิมของฝรั่งเศส เช่นเขียนคำว่า "การแยกออกของทาสแท้มนุษย์ ( EntauBerung )" ไว้ตอนล่างของต้นฉบับเดิมของฝรั่งเศสซึ่งวิพากษ์ความสัมพันธ์ของเงินตรา และเขียนสิ่งที่เรียกว่า "การเลิกล้มการปกครองของสิ่งทั่วไปที่เป็นนามธรรม" ไว้ตอนล่างของต้นฉบับเดิมของฝรั่งเศสซึ่งวิพากษ์รัฐชนชั้นนายทุนเหล่านี้ เป็นต้น

วิธีเอาคำในปรัชญาของตนยัดใส่อย่างดื้อ ๆ เข้าไปในทฤษฎีของฝรั่งเศสเช่นนี้ พวกเขาเรียกว่า "ปรัชญาแห่งการกระทำ" สังคมนิยม "วิทยาศาสตร์สังคมนิยมเยอรมัน" ข้อพิสูจน์ทางปรัชญาของสังคมนิยม " เหล่านี้เป็นต้น

เอกสารสังคมนิยมและเอกสารลัทธิคอมมิวนิสต์ของฝรั่งเศสได้ถูกตัดตอนเสียอย่าง สิ้นเชิงเช่นนี้แหละ ในเมื่อเอกสารดังกล่าวนี้ไม่แสดงออกถึงการต่อสู้ที่ชนชั้นหนึ่งคัดค้านอีกชน ชั้นหนึ่งติอไปอีก เมื่ออยู่ในมือของชาวเยอรมัน ดังนั้น ชาวเยอรมันจึงเห็นว่าพวกเขาได้ขจัด "ลักษณะด้านเดียวของชาวฝรั่งเศส" ออกไปแล้ว พวกเขามิได้เป็นตัวแทนของความเรียกร้องต้องการที่แท้จริง แต่เป็นตัวแทนความเรียกร้องต้องการของสัจธรรม มิได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนกรรมาชีพ แต่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของธาตุแท้มนุษย์ นั่นก็คือ ผลประโยชน์ของคนทั่วไป คนที่ไม่สังกัดชนชั้นใด ๆ และไม่มีอยู่ในโลกที่เป็นจริง แต่จะดำรงอยู่เพียงในเวหาอันเต็มไปด้วยเมฆหมอกแห่งความเพื้อฝันทางปรัชญา เท่านั้น

สังคมนิยมเยอรมันที่เคยปฏิบัติต่อการบ้านแบบเด็กนักเรียนของตนด้วยความขึง ขังจริงจังแถมคุยนักคุยหนาถึงสิ่งเลว ๆ เหล่านั้น ของตนอย่างไม่รู้จักอาย เวลานี้ความไม่เดียงสาในการอวดภูมิของมันได้ค่อย ๆ สูญไปแล้ว

การต่อสู้ของชนชั้นนายทุนเยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นนายทุนพรัสเซียที่คัดค้านเจ้าศักดินาและระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือการเคลื่อนไหวแห่งเสรีนิยมนั้น นับวันแต่ละจริงจังยิ่งขึ้นทุกที

ดังนั้น สังคมนิยม " แท้ " จึงได้โอกาสอันดีในการนำเอาความเรียกร้องต้องการแห่งสังคมนิยมไปเป็น ปฏิปักษ์กับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในการนำคำสาปแช่งสิ่งชั่วร้ายที่สุดอันเป็นวิธีที่ใช้สืบทอดกันมานั้นไปแช่ง ชักหักกระดูกเสรีนิยม ไปสาปแช่งรัฐระบอบสภาผู้แทน ไปสาปแช่งการแก่งแย่งแข่งขันของชนชั้นนายทุน เสรีภาพในการพิมพ์ของชนชั้นนายทุน กฎหมายของชนชั้นนายทุน เสรีภาพและความเสมอภาคของชนชั้นนายทุน และโฆษณาเป่าร้องต่อมวลประชาชนว่าในการเคลื่อนไหวชนชั้นนายทุนนี้ มวลประชาชนไม่เพียงแต่ไม่ได้รับอะไรเลย หากยังกลับจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง สังคมนิยมเยอรมัน พอดีลืมไปว่า การวิพากษ์ของฝรั่งเศส (สังคมนิยมเยอรมันเป็นเสียงสะท้อนที่น่าสมเพชของการวิพากษ์นี้ ) ถือเอาสังคมชนชั้นนายทุนสมัยใหม่พร้อมกับเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ด้าน วัตถุที่สอดคล้องกันและระบอบการเมืองที่เหมาะสมกันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้น และเงื่อนไขเบื้องต้นทั้งปวงนี้พอดีเป็นสิ่งซึ่งจะต้องช่วงชิงให้ได้มาในเย อรมันนีเวลานั้น

สังคมนิยมชนิดนี้ได้กลายเป็นหุ่นไล่กาอันพึงประสงค์อย่างยิ่งของรัฐบาล สมบูรณาญาสิทธิราชย์ของแคว้นต่าง ๆ ในเยอรมันนีและบรรดาผู้เดินตามหลังมันคือ พระ ครู เจ้าที่ดินยุงเกอร์และขุนนาง สำหรับขู่ขวัญชนชั้นนายทุนที่ทำท่าจะบุกทะลวง

สังคมนิยมชนิดนี้เป็นสิ่งเพิ่มเติมอันหวานชื่นหลังการใช้แส้และลุกกระสุนอัน ทารุณโหดร้ายที่รัฐบาลเหล่านี้ใช้มาปราบปรามการลุกขึ้นสู้ของกรรมกรเยอรมัน

ในเมื่อสังคมนิยม "แท้" ได้กลายเป็นอาวุธที่รัฐบาลเหล่านี้นำมารับมือกับชนชั้นนายทุนเยอรมันเช่นนี้ แล้ว มันก็เป็นตัวแทนโดยตรงของผลประโยชน์ปฏิกิริยา นั่นคือ ผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนน้อยเยอรมัน ในเยอรมันนีชนชั้นนายทุนน้อยที่เหลือตกทอดมาจากศตวรรษที่ ๑๖ และตั้งแต่นั้นมาก็ปรากฎตัวใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ อยู่เสมอนั้นเป็นรากฐานทางสังคมที่แท้จริงของระบอบปัจจุบัน

การรักษาชนชั้นนายทุนน้อยนี้ไว้ก็คือ การรักษาระบอบปัจจุบันของเยอรมันนีไว้ ชนชั้นนี้รอคอยความพินาศที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวนจากการ ปกครองทางอุตสาหกรรมและการปกครองทางการเมืองของชนชั้นนายทุน ในด้านหนึ่งเนื่องจากการสั่งสมของทุน แต่ในอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากการเติบใหญ่ขึ้นของชนชั้นกรรมาชีพปฏิวัติ ในสายตาของชนชั้นนี้เห็นว่า สังคมนิยม " แท้ " นั้นสามารถมีบทบาทชนิดขว้างหินก้อนเดียวได้นกสองตัว สังคมนิยม "แท้" จึงระบาดออกไปเหมือนกับโรคระบาด

พวกสังคมนิยมเยอรมันได้เอาเสื้อคลุมที่ทอด้วยใยแมงมุมแห่งการขบคิด ที่บรรจงปักดอกไม้แห่งโวหารอันสละสลวยและอาบด้วยหยาดน้ำแห่งความรู้สึกหวาน ชื่นมาสวมให้แก่ "สัจธรรมนิรันดร" อันแห้งเหี่ยวไม่กี่ข้อของตน เสื้อคลุมสีสวยสดงามสะดุดตาตัวนี้เพียงแต่ทำให้สินค้าของพวกเขาขายคล่องขึ้น ในหมู่ลูกค้าเหล่านี้เท่านั้นเอง

ขณะเดียวกันสังคมนิยมเยอรมันก็ตระหนักยิ่งขึ้นทุกทีว่าหน้าที่ของตนก็คือ เป็นตัวแทนอันโอ่อ่าของชาวเมืองชนชั้นนายทุนน้อยพวกนี้

สังคมนิยมเยอรมันประกาศว่าประชาชาติเยอรมันเป็นประชาชาติตัวอย่าง ชาวเมืองนายทุนน้อยเยอรมันเป็นบุคคลตัวอย่าง สังคมนิยมเยอรมันได้เอาความหมายที่ลึกลับ ที่สูงส่ง และที่เป็นสังคมนิยมสวมใส่ให้อก่พฤติกรรมอันอัปลักษณ์แต่ละอย่างของชาวเมือง นายทุนน้อยเหล่านี้ ทำให้กลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง สังคมนิยมเยอรมันดำเนินการอย่างถึงที่สุดในการคัดค้านความโน้มเอียง "ที่ทำลายอย่างป่าเถื่อน" ของลัทธิคอมมิวนิสต์นี้โดยตรง และประกาศว่าตนเองนั้นอยู่เหนือการต่อสู้ทางชนชั้นทั้งปวงอย่างไม่ลำเอียง สิ่งที่เรียกว่าบทประพันธ์สังคมนิยมและบทประพันธ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งหลาย แหล่ ที่แพร่หลายอยู่ในเยอรมันทุกวันนี้ (๑๘๔๗) เว้นแต่ส่วนน้อยเท่านั้นล้วนเป็นเอกสารที่อยู่ในประเภทต่ำช้าโสโครกและทำให้ จิตใจคนอ่อนปวกเปียก[6]

 

 

3.2 สังคมนิยมอนุรักษ์หรือสังคมนิยมชนชั้นนายทุน

 

 

คนส่วนใหญ่ในชนชั้นนายทุน ต้องการที่จะขจัดปัดเป่าโรคร้ายของสังคม เพื่อประกันการดำรงอยู่ของสังคมชนชั้นนายทุน

คนส่วนนี้ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ นักลัทธิภราดรภาพ นักลัทธิมนุษยธรรม พวกปรับปรุงภาวะของชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ผู้จัดกิจการการกุศล สมาชิกสมาคมคุ้มครองสัตว์ ผู้ก่อตั้งสมาคมเคลื่อนไหวเลิกสุราเมรัย และนักปฏิรูปเล็ก ๆ นานาชนิด สังคมนิยมชนชั้นนายทุนชนิดนี้กระทั่งถูกทำให้เป็นระบบที่สมบูรณ์บางระบบขึ้น

เราอาจยกหนังสือ "ปรัชญาแห่งความยากจน" ของปรูดองมาเป็นตัวอย่างได้

พวกนายทุนสังคมนิยมต้องการเงื่อนไขการดำรงชีวิตของสังคมสมัยใหม่ แต่ไม่ต้องการการต่อสู้และอันตรายที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนจากเงื่อนไข เหล่านี้ พวกเขาต้องการสังคมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่ต้องการปัจจัยที่ทำให้สังคมนี้เป็นแบบปฏิวัติและสลายตัวเหล่านั้น พวกเขาต้องการชนชั้นนายทุน แต่ไม่ต้องการชนชั้นกรรมาชีพ ในสายตาของชนชั้นนายทุนเห็นว่าโลกที่ชนชั้นตนปกครองนั้นย่อมเป็นโลกที่ดีงาม ที่สุด สังคมนิยมชนชั้นนายทุนได้เอาความคิดที่ปลอบใจคนชนิดนี้มาทำให้เป็นระบบกึ่ง สมบูรณ์หรือสมบูรณ์ ชนชั้นนี้เรียกร้องให้ชนชั้นกรรมาชีพบรรลุซึ่งระบบของเขา และก้าวไปสู่เยรูซาเล็มใหม่ อันที่จริงชนชั้นนี้เพียงแต่เรียกร้องให้ชนชั้นกรรมาชีพหยุดยั้งอยู่แค่ สังคมทุกวันนี้ แต่จะต้องทิ้งความคิดอันน่าชิงชังเกี่ยวกับสังคมนี้ของพวกเขาเสีย

รูปแบบอีกชนิดหนึ่งของสังคมนิยมชนิดนี้ ซึ่งไม่ค่อยเป็นระบบแต่ค่อนข้างใกล้ความเป็นจริง ได้พยายามจะให้ชนชั้นกรรมกรเกิดเบื่อระอาและทิ้งการเคลื่อนไหวปฏิวัติทั้ง ปวง โดยกล่าวดื้อ ๆ ว่า สิ่งที่จะนำผลดีมาสู่ชนชั้นกรรมกรนั้นมิใช่การปฏิรูปทางการเมืองอย่างนั้น หรืออย่างนี้ หากเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ด้านวัตถุ ซึ่งก็คือ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขชีวิตความเป็นอยู่ด้านวัตถุที่สังคมนิยมชนิดนี้ เข้าใจนั้น มิใช่หมายถึง การทำลายความสัมพันธ์การผลิตชนชั้นนายทุน ซึ่งจะปรากฎเป็นจริง ขึ้นได้ก็โดยผ่านการปฏิวัตินั้นอย่างเด็ดขาด แต่เป็นการปฏิรูปด้านการบริหารบางอย่างการปฏิรูปนี้ดำเนินไปบนรากฐานของความ สัมพันธ์การผลิตดังกล่าว ดังนั้น จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับแรงงานรับจ้างได้เลยแม้แต่ นิดเดียว อย่างมากก็แค่ลดค่าใช้จ่ายในด้านการปกครองของชนชั้นนายทุนให้น้อยลงและทำให้ งานบริหารรัฐของชนชั้นนี้เป็นแบบง่าย ๆ เท่านั้น

สังคมนิยมชนชั้นนายทุนจะได้รับการแสดงออกที่เหมาะสมของตนก็ต่อเมื่อมันได้กลายเป็นสำบัดสำนวนคำปราศรัยล้วน ๆ เท่านั้น

การค้าเสรี! ก็เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร กำแพงภาษี ศุลกากร! ก็เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร ปฏิรูประบบเรือนจำ! ก็เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร นี่จึงจะเป็นคำพูดคำสุดท้ายของสังคมนิยมชนชั้นนายทุนที่พูดออกมาอย่างขึงขัง จริงจัง

สังคมนิยมชนชั้นนายทุนเมื่อสรุปแล้วก็มีความว่า การที่นายทุน เป็นนายทุน ก็เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร

 

3.3 สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์วิพากษ์และเพ้อฝัน

 

ในที่นี้เราจะไม่กล่าวถึงเอกสารที่เคยแสดงความเรียกร้องต้องการของชนชั้นกรรมาชีพในการปฏิวัติใหม่ทั้งปวงแห่งยุคใหม่ (บทประพันธ์ของบาเบิฟและคนอื่น ๆ)

การทดลองเริ่มแรกสุดของชนชั้นกรรมาชีพเพื่อบรรลุซึ่งผลประโยชน์ของชนชั้นตน โดยตรง ซึ่งดำเนินในสมัยที่ตื่นเต้นเร้าใจไปทั่วในเวลาที่สังคมขุนนางถูกโค่นนั้น ล้วนแต่ประสบความล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ทั้งนี้เนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพเองเวลานั้นยังเจริญเติบโตใหญ่ไม่เต็มที่ ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพยังไม่พร้อม บริบูรณ์ เงื่อนไขเหล่านี้เป็นผลิตผลของยุคชนชั้นนายทุนเท่านั้น เอกสารปฏิวัติที่ปรรกฎขึ้นพร้อกับการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพในระยะต้น ๆ เหล่านี้ กล่าวสำหรับเนื้อหาของมันแล้วย่อมจะต้องเป็นปฏิกิริยา เอกสารชนิดนี้พร่ำสอนลัทธิละตัณหาทั่วไป และลัทธิเฉลี่ยแบบหยาบ ๆ

ระบบสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ในความหมายเดิมระบบแซต์ซิมอง ฟูริแอร์ โอเวน และคนอื่น ๆ นี้ปรากฏขึ้นในระยะต้น ๆ ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น กรรมาชีพกับชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นระยะที่การต่อสู้นี้ยังไม่ได้ขยายตัว เกี่ยวกับระยะนี้ เราได้บรรยายไว้ข้างต้นแล้ว (ดูบทที่ ๑ " ชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ)

จริงอยู่ ผู้สร้างระบบเหล่านี้ได้มองเห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น ได้มองเห็นบทบาทของปัจจัยทำลายในตัวสังคมที่ปกครองอยู่ แต่พวกเขามองไม่เห็นความเป็นฝ่ายกระทำทางประวัติศาสตร์ใด ๆ ทางด้านชนชั้นกรรมาชีพ มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ที่ชนชั้นนี้มีอยู่โดยเฉพาะ

เนื่องจากการพัฒนาของความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นมีจังหวะก้าวควบคู่กันไปกับ การพัฒนาของอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผู้สร้างระบบเหล่านี้จึงไม่อาจมองเห็นเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้น กรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไปแสวงหาวิทยาศาสตร์สังคมบางอย่าง และกฎของสังคมบางอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขเหล่านี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของสังก็จะต้องเข้าแทนที่โดยการเคลื่อนไหวทางประดิษฐ์คิดค้น โดยส่วนบุคคลของพวกเขา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของการปลอดแอกก็จะต้องเข้าแทนที่โดยเงื่อนไขของการ เพื้อฝัน การจัดตั้งเป็นชนชั้นขึ้นทีละขั้นของชนชั้นกรรมาชีพก็จะต้องแทนที่โดย องค์การจัดตั้งของสังคมที่พวกเขาเป็นผู้ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าประวัติศาสตร์ของโลกในวันข้างหน้านั้นจะเป็นประวัติ ศาสตร์แห่งการโฆษณาและดำเนินแผนสังคมของพวกเขาให้ลุล่วงไปเท่านั้นเอง

จริงอยู่ พวกเขาก็สำนึกถึงเหมือนกันว่าแผนของพวกเขานั้นที่สำคัญคือเป็นตัวแทน ผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกรซึ่งเป็นชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุด ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าชนชั้นกรรมาชีพเป็นเพียงชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุดชน ชั้นหนึ่งเท่านั้น

แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางชนชั้นยังไม่ขยายตัว และเนื่องจากฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงสำคัญว่าตัวเองนั้นอยู่เหนือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาจึงสำคัญว่าตัวเองนั้นอยู่เหมือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาต้องการจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งปวงในสังคม รวมทั้งสมาชิกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะวิงวอนต่อสังคมทั้งสังคมโดยไม่จำแนกอยู่เสมอ และที่สำคัญก็คือ วิงวอนต่อชนชั้นปกครอง พวกเขาเข้าใจว่า ขอแต่ให้คนทั้งหลายเข้าใจระบบของพวกเขาก็จะยอมรับว่าระบบนี้เป็นแผนที่ดีที่ สุดของสังคมที่ดีงามที่สุด

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการปฏิบัติการทางการเมืองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการทางการปฏิวัติทั้งปวง พวกเขาหวังจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยผ่านวิถีทางสันติและพยายามที่จะแผ้วถางทางให้แก่คำสอนศาสนาคริสต์เกี่ยว กับสังคมที่ใหม่ โดยผ่านการทดลองขนาดเล็กบางอย่างที่ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้ และโดยผ่านพลังของตัวอย่าง

การวาดภาพสังคมในอนาคตแบบเพื้อฝันเช่นนี้เป็นไปในขณะที่ชนชั้นกรรมาชีพยัง ด้อยอยู่มากในการพัฒนาและดังนั้นการรับรู้ฐานะของตนจึงยังตกอยู่ในขั้นเพื้อ ฝันอันสอดคล้องกับความปรารถนาโดยสัณชาตญาณขั้นต้นสุดของชนชั้นกรรมาชีพที่มี ต่อการดัดแปลงทั่วไปของสังคม

แต่บทประพันธ์สังคมนิยมและบทประพันธ์ลัทธิคอมมิวนิสต์เหล่านี้ก็มีส่วนที่ วิพากษ์รวมอยู่ด้วยเหมือนกัน บทประพันธ์เหล่านี้โจมตีรากฐานทั้งมวลของสังคมในปัจจุบัน ดังนั้น จึงได้สนองข้อมุลอันมีค่ายิ่งที่ให้ความสว่างแก่การตื่นตัวของกรรมกร ความคิดเห็นที่เป็นคุณซึ่งเกี่ยวกับสังคมในอนาคตของบทประพันธ์เหล่านี้[7] เช่น ทำลายความเป็นแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ทำลายครอบครัว ทำลายการประกอบอุตสาหกรรมโดยเอกชน ทำลายแรงงานรับจ้าง ส่งเสริมความปรองดองทางสังคม ให้รัฐเปลี่ยนเป็นองค์กรบริหารการผลิตล้วน ๆ ความคิดเห็นเหล่านี้เป็นเพียงแสดงออกว่าจะทำลายความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น แต่ความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นชนิดนี้ในเวลานั้นเพิ่มเริ่มจะขยายตัว สิ่งที่บทประพันธ์เหล่านี้รับรู้เพียงแต่เป็นรูปแบบในระยะแรกที่ไม่ชัดแจ้ง และไม่แน่นอนของการเป็นปฏิปักษ์ชนิดนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นความคิดเห็นเหล่านี้จึงยังมีลักษณะเพื้อฝันล้วน ๆ อยู่

ความหมายของสังคมนิยมและลัทธิคอมมิวนิสต์ที่วิพากษ์และเพื้อฝันเป็นปฏิภาค ที่กลับกันกับการพัฒนาของประวัติศาสตร์ การต่อสู้ทางชนชั้นวิ่งพัฒนาไปและยิ่งมีรูปแบบที่แน่นอนมากขึ้นเท่าใดความ เพื้อฝันที่อยู่เหนือการต่อสู้ทางชนชั้นนี้ ความเพื้อฝันที่คัดค้านการต่อสู้ทางชนชั้นนี้ก็ยิ่งสูญเสียความหมายทาง ปฏิบัติและเหตุผลทางทฤษฎีโดยสิ้นเชิงไปเท่านั้น ฉะนั้น แม้ว่าผู้สร้างระบบเหล่านี้มีความเป็นปฏิวัติในหลาย ๆ ด้านก็ตามแต่สานุศิษย์ของพวกเขามักจะประกอบกันขึ้นเป็นกลุ่มพรรคพวกที่ ปฏิกิริยา สานุศิษย์เหล่านี้ยังคงเกาะแน่นอยู่กับทรรศนะเก่า ๆ ของอาจารย์ของพวกเขาโดยมองข้ามความคืบหน้าทางประวัติศาสตร์ของชนชั้น กรรมาชีพ ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามที่จะบั่นทอนการต่อสู้ทางชนชั้น และประนอมความเป็นปฏิปักษ์กันทางชนชั้นอยู่ตลอดมา พวกเขาจึงมักจะฝันถึงการใช้วิธีการทดลองมาทำให้ความเพื้อฝันทางสังคมของตน ปรากฏเป็นจริงขึ้นมาโดยสร้าง " ฟาลังสแตร์ " โดด ๆ ขึ้นตั้งเขตอพยพพลเมืองภายในประเทศ สร้างอีกาเรียน้อย [6] ซึ่งก็คือ เยรูซาเล็มใหม่ฉบับกระเป๋า และเพื่อที่จะสร้างวิมานในอากาศเหล่านี้ พวกเขาจึงจำต้องวอนขอความช่วยเหลือจากความใจบุญและถุงเงินของชนชั้นนายทุน พวกเขาค่อย ๆเสื่อมลงจนเป็นพวกเดียวกันกับพวกสังคมนิยมที่ปฏิกิริยาหรือที่อนุรักษ์ดัง กล่าวข้างต้นไปแล้ว ต่างกันแต่เพียงว่าพวกเขาโอ้อวดความรู้อย่างเป็นระบบขึ้น และหลงเชื่อเป็นบ้าเป็นหลังในผลอันมหัศจรรรย์ทางวิทยาศาสตร์สังคมชุดนั้นของ ตน

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงคัดค้านการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกอย่างของกรรมกรอย่างรุนแรง เห็นว่าการเคลื่อนไหวเช่นนั้นเกิดขึ้นก็เพราะไม่เชื่อคำสอนของศาสนาคริสต์ ใหม่อย่างหลับหูหลับตาเท่านั้น

 

________


1. ผู้แปลเป็นภาษาไทยครั้งแรกใช้คำว่าศักดินา แต่ศักดินาเป็นระบบของไทยโดยเฉพาะ ฉนั้นขอใช้คำว่าฟิวเดอล หรือขุนนางแทน (บรรณาธิการ)

 

2. ในที่นี้มิได้หมายถึงสมัยฟื้นอำนาจของอังกฤษระหว่างปี ๑๖๖๐- ๑๖๘๙ แต่หมายถึงสมัยฟื้นอำนาจของฝรั่งเศสระหว่างปี ๑๘๑๔ - ๑๘๓๐ (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ในฉบับภาาษอังกฤษปี ๑๘๘๘)

 

3. พวกเชื้อสายแท้ คือพวกสนับสนุนราชวงศ์ บัวร์บองของฝรั่งเศสที่ถูกโค่นไปเมื่อปี ๑๗๙๒ ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของขุนนางที่มีที่ดินขนาดใหญ่และพระชั้นสูง พวกนี้เพิ่งจะก่อรูปขึ้นเป็นพรรคการเมือง หลังจากราชวงศ์นี้ถูกโค่นเป็นครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๑๘๓๐ ในเวลาที่คัดค้านราชวงศ์ออร์เลียงที่ถือบังเหียน การปกครองซึ่งมีขุนนาง ขุนคลังและชนชั้นนายทุนใหญ่เป็นหลักค้ำนั้น พวกลัทธิเชื้อสายแท้ ส่วนหนึ่งมักจะฉวยเอาปัญหาสังคมไปดำเนินการโฆษณาหลอกลวงว่าพวกตนเป็นผู้ให้ ความคุ้มครองแก่ผู้ใช้แรงงานมิให้ถูกนายทุนขูดรีด

อังกฤษหนุ่ม” เป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และนักประพันธ์ส่วนหนึ่งที่สังกัดพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษ ตั้งขึ้นเมื่อต้นทศวรรษที่ ๔ แห่งศตวรรษที่ ๑๙ บรรดานักเคลื่อนไหวของ " อังกฤษหนุ่ม " ได้สะท้องความไม่พอใจพวกขุนนางที่มีที่ดินต่อการเพิ่มพูนขึ้นของอิทธิพลทาง เศรษฐกิจและอิทธิพลทางการเมืองของชนชั้นนายทุน พวกเขาใช้วิธีการหลอกลวง หมายที่จะให้ชนชั้นกรรมกรอยู่ใต้อิทธิพลของตน และใช้ชนชั้นกรรมกรไปคัดค้านชนชั้นนายทุน

 

4. คำว่า "ผลแอปเปิ้ลทอง" ในฉบับภาษาอังกฤษปี ๑๘๘๘ ว่า "ผลแอปเปิ้ลที่หล่นลงมาจากต้นไม้อุตสาหกรรม" ผู้แปลฉบับภาษาจีน

 

5. ในที่นี้มราสำคัญหมายถึงเยอรมันนี ขุนนางมีที่ดิน และเจ้าที่ดินยุงเกอร์ ที่นั่นมีที่ดินอันกว้างใหญ่มากของตนสำหรับทำการเพาะปลูกเอง โดยอาศัยผู้จัดการดูแลผลประโยชน์ และยังตั้งโรงงานขนาดใหญ่ผลิตน้ำตาลจากหัวผักกาดหวานและกลั่นเหล้าจากมัน ฝรั่ง ขุนนางอังกฤษที่ค่อนข้างร่ำรวยยังไม่ตกต่ำถึงขนาดนั้น แต่พวกเขาก็รู้จักเหมือนกันที่จะให้คนอื่นที่ค่อนข้างจะไว้ใจไม่ได้เอาชื่อ ของพวกเขาไปตั้งบริษัทหุ้นส่วนเพื่อมาชดเชยค่าเช่าที่ดินที่ลดลง (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ ในฉบับภาษาอังกฤษ ปี ๑๘๘๘)

 

6. ฟาลังสแตร์ เป็นเขตอพยพพลเมืองสังคมนิยมซึ่งออกแบบโดย ชาร์ลสฟูริแอร์ ; อีกาเรีย เป็นชื่อที่คาร์เบต์ตั้งให้แก่ประเทศในอุดมคติของเขา และต่อมาเป็นชื่อที่เขาตั้งให้แก่เขตอพยพพลเมืองลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งเขา สร้างขึ้นในทวีปอเริกา (หมายเหตโดยเองเกิลส์ในฉบับภาษาอังกฤษปี ๑๘๘๘)

เขตอพยพพลเมืองภายในประเทศเป็นชื่อที่โอเวนตั้งให้แก่สังคมคอมมิวนิสต์ที่ทำ ขึ้นเป็นตัวอย่าง ฟาลังสแตร์ เป็นชื่อของวังสังคมที่ออกแบบ โดยฟูริแอร์ อีกาเรีย เป็นประทศในความเพื้อฝันแบบยูโตเปียแห่งระบอบคอมมิวนิสต์อย่างที่คาร์เต์วาด ขึ้น (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ในฉบับภาษาเยอรมันปี ๑๘๙๐)

ในอังกฤษ พวกลัทธิโอเวนคัดค้านพวกชาร์ติสต์ ในฝรั่งเศสพวกลัทธิฟูริแอร์คัดค้านพวกปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลง ๒๙

 

7. มรสุมปฏิวัติปี ๑๘๔๘ ได้กวาดพวกอัปลักษณ์นี้ไปจนเกลี้ยงแล้ว และทำให้บุคคลที่เป็นตัวแทนของพวกนี้หมดความสนใจที่จะเอาสังคมนิยมมาดำเนิน การฉวยโอกาสอีกแล้ว ตัวแทนที่สำคัญและบุคคลที่เป็นแบบฉบับของพวกนี้คือ นายคาร์ลกรุน (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ในฉบับภาษาเยอรมันปี ๑๘๙๐)


 

 

 

4. ท่าทีของชาวพรรคคอมมิวนิสต์

ที่มีต่อพรรคฝ่ายค้านต่างๆ

เมื่ออ่านบทที่ ๒ แล้ว

 

ก็สามารถเข้าใจท่าทีของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีต่อพรรคการเมืองของชนชั้น กรรมกรที่ก่อรูปขึ้นแล้วและก็สามารถเข้าใจท่าทีของพวกเขาที่มีต่อพวก ชาร์ติสต์ในอังกฤษและพวกปฏิรูปที่ดินในอเมริกาเหนือ

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ต่อสู้เพื่อจุดหมายและผลประโยชน์อันใกล้สุดของชนชั้น กรรมกร แต่ขณะเดียวกัน ในการเคลื่อนไหวเฉพาะหน้านี้ พวกเขาก็เป็นตัวแทนของอนาคตของการเคลื่อนไหวด้วยในฝรั่งเศส ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ร่วมกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย [1] คัดค้านชนชั้นนายทุนที่อนุรักษ์และหัวรุนแรง แต่ทั้งนี้ก็มิได้ทิ้งสิทธิในการใช้ท่าทีวิพากษ์การพูดลม ๆ แล้ง ๆ และความเพื้อฝันซึ่งสืบทอดมาจากการปฏิวัติใหญ่เหล่านั้นไป

ในสวิตเซอร์แลนด์ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์สนับสนุนพรรคราดิกัล แต่ก็มิได้มองข้ามข้อที่ว่าพรรคการเมืองนี้ประกอบด้วยพวกที่ขัดแย้งกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นพวกประชาธิปไตยสังคมนิยมแบบฝรั่งเศส อีกส่วนหนึ่งเป็นพวกนายทุนหัวรุนแรง

ในหมู่ชาวโปแลนด์ ชาวพรรคคอมมิวนิสต์สนับสนุนพรรคการเมืองที่ถือการปฏิวัติที่ดินเป็นเงื่อนไข แห่งการปลดแอกประชาชาติ ซึ่งก็คือ พรรคการเมืองที่ก่อการลุกขึ้นสู้ที่คราคอฟเมื่อปี ๑๘๔๖

ในเยอรมันนี เมื่อใดที่ชนชั้นายทุนใช้การปฏิบัติการที่ปฏิวัติพรรคคอมมิวนิสต์ก็ร่วมกับ ชนชั้นนี้คัดค้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ระบอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบขุนนาง และลักษณธปฏิกิริยาของชาวเมืองนายทุนน้อย

แต่พรรคคอมมิวนิสต์มิได้ละเลยแม้แต่วินาทีเดียวที่จะให้การศึกษาแก่กรรมกร ให้มีจิตสำนึกอย่างแจ่มแจ้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในความเป็นปฏิปักษ์ที่เป็นศัตรูกันระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ เพื่อกรรมกรเยอรมันจะได้สามารถใช้เงื่อนไขทางสังคมและทางการเมืองที่การ ปกครองของชนชั้นนายทุนจะต้องนำมาอย่างแน่นอนนั้นเป็นอาวุธในการคัดค้านชน ชั้นนายทุนทันที และจะได้เริ่มการต่อสู้คัดค้านตัวชนชั้นนายทุนเองทันทีหลังจากโค่นชนชั้น ปฏิกิริยาในเยอรมันนีแล้ว

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์รวมศูนย์ความสนใจที่สำคัญของตนไปยังเยอรมันนี ทั้งนี้ เพราะว่าเยอรมันนีกำลังอยู่ในวังก่อนหน้าการปฏิวัติชนชั้นนายทุน เพราะว่าเมื่อเทียบกับอังกฤษในศตวรรษที่ ๑๗ และฝรั่งเศสในศตวรรษที่ ๑๘ แล้ว ภายใต้เงื่อนไขที่อารยธรรมของทั่วทั้งยุโรปก้าวหน้ายิ่งกว่าเยอรมันนีจะมีชน ชั้นกรรมาชีพที่พัฒนามากยิ่งกว่าไปบรรลุการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงนี้ ฉะนั้น การปฏิวัตชนชั้นนายทุนในเยอรมนีจึงเป็นได้ก็แต่การโหมโรงโดยตรงของการ ปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ว่าในที่ใดล้วนสนับสนุนการเคลื่อนไหวปฏิวัติทั้งปวง ที่คัดค้านระบอบสังคมและระบอบการเมืองที่มีอยู่ในเวลานี้

ในการเคลื่อนไหวทั้งหมดเหล่านั้น พวกเขาล้วนเน้นเป็นพิเศษในปัญหาระบอบกรรมสิทธิ์ โดยถือเป็นปัญหาพื้นฐานของการเคลื่อนไหว ไม่ว่าปัญหานี้ในเวลานั้นจะพัฒนาไปในระดับแค่ไหนก็ตาม

สุดท้าย ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ว่าในที่ใดล้วนแต่พยายามช่วงชิงความสามัคคีและความ ตกลงร่วมมือระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ประชาธิปไตยทั่วโลก

ชาวพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ต้องการปกปิดอำพรางทรรศนะและความมุ่งหมายของตน พวกเขาประกาศอย่างเปิดเผยว่าจุดหมายของพวกเขาจะบรรลุได้ก็มีแต่ใช้ความ รุนแรงโค่นระบอบสังคมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดเท่านั้น ปล่อยให้ชนชั้นปกครองตัวสั่นอยู่เบื้องหน้าการปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ไป เถิด ในการปฏิวัตินี้ชนกรรมาชีพจะไม่สูญเสียอะไรเลยนอกจากโซ่ตรวนเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาจะได้มาก็คือ โลกทั้งโลก

ชนกรรมาชีพทั่วโลกจงสามัคคีกัน!

 

____


1. ผู้แทนในสภาของพรรคนี้เสลานั้นคือ เลอดู - โรแลน ตัวแทนในวงการประพันธ์คือ หลุยส์ บลังค์ ตัวแทนด้านหนังสือพิมพ์ คือ หนังสือพิมพ์ “ลาเรฟอร์ม” ชื่อ “พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย” นี้ ในหมู่ผู้ประดิษฐ์ชื่อดังกล่าวหมายถึงคนส่วนหนึ่งในพรรคประชาธิปไตยหรือพรรค รีปับลิกันที่มีสีสันสังคมนิยมอยู่ไม่มากก็น้อย (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ในฉบับภาษาอังกฤษปี ๑๘๘๘)

เวลานั้นพรรคการเมืองที่ใช้ชื่อพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในฝรั่งเศสนั้น ตัวแทนด้านการเมืองคือ เลอดู- โรแลน ตัวแทนในวงการประพันธ์คือหลุย บลังค์ ดังนั้น จึงต่างกับพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันในเวลานี้ราวฟ้ากับดิน (หมายเหตุโดยเองเกิลส์ในฉบับภาษาเยอรมันปี ๑๘๙๐) ในที่นี้หมายถึงผู้สนับสนุนหนังสือพิมพ์ “ลา เรฟอร์ม” (“ ปฏิรูป”) พวกเขามีความคิดเห็นใหสถาปนาสาธารณรัฐและดำเนินการปฏิรูปทางประชาธิปไตยและ ทางสังคม

พวก ชาร์ติสต์ คือขบวนการในหมู่แรงงานที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในอังกฤษ




 

 

 

 

 

 

 

 

AFRIKAANS

Marx - Engels

Thai - ภาษาไทย